“ประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็นของ KIPCHOGE” #2HRMarathonBarrier

“ประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็นของ KIPCHOGE” #2HRMarathonBarrier

“สถิติโลกทำไปแล้ว แต่วันนี้คือการเขียนประวัติศาสตร์…”

ประวัติศาสตร์ที่ว่ามนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดมาราธอนที่ต่ำกว่า สองชม. ได้เรียบร้อยแล้ว สถิติอย่างไม่เป็นทางการวันนี้ คือ 1 ชม. 59 นาที กับ 40.2 วินาที โดย ELIUD KIPCHOGE นักวิ่งชาวเคนย่า เจ้าของ สถิติโลก 3 เหรียญโอลิมปิก 8 เหรียญงานวิ่งมาราธอนระดับ Majors

และใครที่คิดว่า การวิ่ง INEOS 1:59 CHALLENGE มาราธอนครั้งนี้ คือ เก่งกาจของ Eliud Kipchoge อย่างเดียว นี่คงไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ

มัน คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนา การออกแบบ และทีมเวิร์คซึ่งทั้งหมดมาบรรจบกันเลยนะครับ

ในรายการนี้ มีคนวิ่งรอบๆ เป็น PACEMAKERS ซึ่งจะเปลี่ยนตลอดเส้นทาง ประมาณ 10-15 นาทีเปลี่ยนกรุ๊ปนึงตลอดเส้นทางใช้ PACEMAKERS 41 คน

ภาพจาก:
https://www.ineos159challenge.com

เส้นทางที่วิ่งที่เวียนนา ก็เป็นทางตรงเป็นส่วนใหญ่

จะกินเจลเติมพลังก็มีจักรยานส่งให้เรื่อยๆ ไม่เหมือนการแข่งจริงที่ต้องหยิบบนโต๊ะ

รายการนี้ แม้ Kipchoge ทำสำเร็จก็จะไม่นับเป็นสถิติโลกนะครับ แต่ Kipchoge ไม่สน เพราะแกบอก แกอยากจะสร้างประวัติศาสตร์มากกว่า เหมือนคนแรกที่ไปดวงจันทร์

“Berlin was running and breaking a world record – Vienna is running and making history, like the first man to go to the moon.”

Berlin ที่แกพูดถึง คือ สถิติโลกของแกเองเมื่อปี 2018 ที่ Berlin Marathon คือ 2:01:39

ภาพข่าวที่จะลงข่าวทั่วโลก คงเป็นภาพจังหวะเข้าเส้นชัย
แต่ถ้าจะได้ดูตลอดการวิ่ง จะมี pacemaker วิ่งประกบ หน้า 5 คน หลังอีก 2 คน มีจักรยานประกบข้างอีก 2 คัน มีรถ audy ยิงเลเซอร์ที่พื้นถนนตลอดเส้น ช่วยคุมความเร็ว

มีเพียงจังหวะก่อนเข้าเส้นชัยเพียง 600 เมตรสุดท้ายเท่านั้นที่ Kipchoge ฉายเดียว celebate การเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้คนเดียว

ภาพจาก:
https://www.ineos159challenge.com/news/history-is-made-as-eliud-kipchoge-becomes-first-human-to-break-the-two-hour-marathon-barrier/

นี่แหละ ประวัติศาสตร์ ที่เรามักไม่เห็นเบื้องหลัง

#2HRMarathonBarrier
#NoHumanIsLimited

สังคมอายุยืน กับ คำสาปของกฤษณะ

สังคมอายุยืน กับ คำสาปของกฤษณะ

สไลด์ประกอบคำบรรยาย “สังคมอายุยืน เรื่องของคนทุกวัย”
ณ อาคารอเนกประสงค์ มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน)
วันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562

https://www.kokoyadi.com/wp-content/uploads/2019/09/Longivity_MuseumSiam.pdf 

รายละเอียดการพูดจะตามมาหลังบรรยาย (หลายๆ วันครับ 55+)

#แก่อยู่ได้ #สังคมอายุยืน #สังคมของคนทุกวัย

มองหลักสูตรนิเทศ-วารสารฯ ในอนาคต

มองหลักสูตรนิเทศ-วารสารฯ ในอนาคต

วันนักข่าวที่ผ่านมา มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ผมเรื่อง “มุมมองหลักสูตรนิเทศ-วารสารศาสตร์ในอนาคตอย่างไร เลยอยากเอามาแชร์ใหฟังดูนะครับ ว่าผมคิดยังไง

ซึ่งโจทย์ใหญ่ ทีมสัมภาษณ์ วางประเด็นไว้ 2-3 ประเด็นดังนี้นะครับ
-มองหลักสูตรนิเทศฯ วารสารฯ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาอย่างไร
-ปัจัยอะไรที่มีผล ต่อหลักสูตรนิเทศ วารสารฯ (ขยายต่อจากคำตอบด้านบน)
-เทรนด์การเรียนการสอนในอนาคตจะไปในทิศทางใด และอะไรที่ควรปรับเพิ่มมาเพื่อตอบรับกับสื่อในอนาคต

เลยตอบไปแล้ว ซึ่งปรากฏในบทสัมภาษณ์ ตามนี้ครับ

…สิ่งที่เห็นชัดเจนในหลักสูตร นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ในช่วง 5 ถึง 10 ปีที่ผ่านมา คือภาพรวมที่เป็นด้าน บวกมากขึ้น เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและ ปรับตัวของทุกสถาบันที่เกิดขึ้น พยายาม ที่จะทำให้เป็น “digital journalism” มาก ขึ้น และมีพื้นที่ให้นักศึกษาลองเล่น อะไรเยอะขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ ดี แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เทรนด์ ของนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ว่าใน อนาคตควรจะเป็นไปในทิศทางใด

“มีอยู่ 2 ประเด็น ที่อยากเห็น ในหลักสูตรคณะนิเทศฯ หรือวารสารฯ ก็ตาม นั่นคือ

1.มีวิชาตัวเบา คือ การ เข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้ยึดติดกับอะไร และต้องพยายามปรับตัวได้เร็ว พร้อมที่ จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะว่าโจทย์วันนี้เปลี่ยนไป แค่ทักษะการอ่านออกเขียน ได้ ไม่เพียงพอแล้วในปัจจุบัน เพราะใน แต่ละวันนี้มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้เสมอ เช่น Data literacy ความรอบรู้ด้านข้อมูล, Health literacy ความรอบรู้ ด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ Digital literacy ทำให้มีความต้องการความรู้เฉพาะทาง เฉพาะด้าน มากขึ้น และบทบาทของ สื่อมวลชนต้องไวต่อเรื่องพวกนี้และปรับ เปลี่ยนได้ตลอดเวลา”

“เพราะทุกวันนี้ น้ำหนักข่าวไปอยู่ ในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์ หลายๆ อย่างถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเร็วขึ้น เช่น 3-4 ปีที่ผ่านมา video journalism มาแรงมากๆในบ้านเรา แต่ วันนี้งานวิจัยของต่างประเทศ บอกว่า เทรนด์ของปี 2562 นี้ วิดีโอจะลดลง
แต่เทรนด์ของ broadcast จะเพิ่มขึ้น และเทรนด์ของ Text ของตัวหนังสือ จะ เพิ่มขึ้นกลับมาทำให้คนอ่านอีกครั้ง ด้วย เงื่อนไขของการปรับ “อัลกอริทึม” ของ บริษัทที่เราใช้โซเชียลมีเดียกัน ฉะนั้นจะ ทำอย่างไรก็ได้ให้หลักสูตรนิเทศฯ วารสารฯ เหมือนมีวิชาตัวเบา” เขายกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้น เช่น Data literacy นักข่าวควรรู้ว่าข้อมูลแบบ ไหนที่นักข่าวจะเข้าถึงได้ และแบบไหนเข้า ถึงไม่ได้ มารยาทของการเข้าถึง อะไร ที่สามารถนำไปเผยแพร่ได้ และมากน้อย แค่ไหน มันควรหรือไม่

เช่น กรณีที่ นักข่าวไปหาข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของ นักร้องคนไทยที่ไปเติบโตโด่งดังในเกาหลี ถึงขั้นไปที่บ้านสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย แม้ ในมุมการเป็นคนสาธารณะ ควรเข้าถึงได้ แต่มารยาทในการเข้าถึงข้อมูล และนำ มาเผยแพร่เหมาะสมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ เป็นหัวใจของคำว่า privacy เส้นแบ่ง ที่มักถูกตั้งคำถามตลอดเวลา ประเด็น เหล่านี้จำเป็นต้องมี literacy ความฉลาดรู้ ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ

2. นักข่าวในอนาคต ควรมีความรู้แบบตัว “T” อันอาจจะดู สวนทางกันกับข้อแรก ที่ควรรู้ทุกเรื่อง เพราะนักข่าวจะถูกพูดถึงเสมอว่าเป็น เหมือน “เป็ด” รู้ได้ทุกอย่าง แต่ความรู้ แบบตัว T คือ การมีความรู้ที่ “เจาะลึก” เฉพาะทางที่ตัวเองควรจะเป็น มุมลึกที่ตัว เองสนใจเฉพาะด้านเป็นพิเศษ นักข่าวรู้ กว้างจริง แต่มุมของการรู้ลึก เรายังถูก ตั้งคำถามอยู่กันเยอะ สมัยก่อน

ถ้าบอก ว่านักข่าวทำอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็เขียน ถ่ายรูป แต่ไม่เคยมีใครตั้งคำถามว่านักข่าว ควรจะรู้เรื่อง Coding หรือไม่ ควรจะรู้ เรื่องกระบวนการด้านข้อมูลหรือไม่ เช่น เวลาพูดถึง Data journalism มันคือ วารสารศาสตร์เชิงข้อมูล ความสามารถ ของนักวารสารศาสตร์ จึงควรมีความรู้ ในเรื่องของ Data ด้านการเก็บข้อมูล ประมวลผลใช้ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ ฟังดูเหมือนมันห่างไกลกันมาก แต่จุดที่ สำคัญคือ ตอนนี้ในสังคมเรามีข้อมูลเยอะ มาก เพราะฉะนั้น การทำข่าวที่มีความรู้กว้างรู้ลึก มันจะช่วยตอบโจทย์สังคม”

นักข่าวพยายามจะช่วยกันยกระดับ ให้สังคมมีความเป็นเหตุผล มีความรู้ หาข้อมูลได้ดีขึ้นหรือเปล่า เช่น เรื่อง ไสยศาสตร์ เรื่องลี้ลับ และเชื่อมโยงให้ มันเป็นเหตุเป็นผล คำถามคือคนในสังคม จะมีความเชื่อมั่นกับสื่อมวลชนมากน้อย แค่ไหน เพราะทุกวันนี้ ถึงขั้นมีคำพูด ที่ว่าใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ ก็เป็นอย่าง นั้นจริงๆ เพราะนักข่าวไม่ได้มีความ สามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ได้ ทุกเรื่อง

แต่กลับกัน ด้วยแพลตฟอร์ม อย่าง Social Media เช่น Facebook, Google มันช่วยให้คนที่อยู่ในเชิงลึก เรื่องนั้นๆ สามารถพูดด้วยภาษาของ เขา สื่อสารไปถึงคนอื่นๆ ได้ด้วย ทั้งที่ อันนี้เป็นบทบาทของนักข่าว แต่นักข่าว ไม่สามารถทำหน้าที่นั้นหรือบทบาทนี้ได้” “โจทย์จึงกลับมาที่ห้องเรียนของนิเทศฯ วารสารฯ ว่า การที่มี Active Learning คือห้องเรียนที่เป็นห้องทำงาน เป็นสนาม เรียนรู้ ลองของใหม่ๆ ตลอดเวลา มันจะ ช่วยหล่อหลอมคนอีกแบบหนึ่ง

ผมคิดว่า นี่เป็นหัวใจสำคัญ ที่การเรียนการสอน ในอนาคตควรจะปรับเพิ่ม หรือแม้แต่ คณะอื่นๆ การเรียนสาขาอื่นๆ ก็เป็น ไปในทางแนวโน้มแบบเดียวกัน เพราะ เทรนด์ของโลกเป็นไปแบบนี้ ทุกคนต้อง รู้ทุกกระบวนการ รู้ทุกอย่าง แต่ในขณะ เดียวกันก็ต้องมีโฟกัสของตัวเองด้วย มัน คือการ Balance กันในห้องเรียน ในสื่อ ปัจจุบันเองทุกวันนี้ผู้บริหารสื่อหลายคนรู้ อยู่แล้วว่าของหลายๆอย่างจะถูก Disruption ฉะนั้นการที่เขาถูก Disrupt กับการ ที่ Disrupt ตัวเอง ตัวผลลัพธ์มันต่างกัน เยอะ ถ้าถูก Disrupt นั่นคือนั่งรอ แต่ถ้า เรา Disrupt ตัวเอง เราก็จะได้ลองของ ใหม่ ล้มเอง เล่นเองก็จริง แต่ได้ของที่ ตัวเองกำหนดปลายทางได้…

สำหรับใครอยากอ่านความเห็นคนอื่นๆ ในเรื่องนี้ ติดตามได้ #นิเทศศาสตร์ Never Die
https://www.tja.or.th/books/34-journalist-day/4919–5-2561-

คำนำของหนังสือที่ไม่ได้ออก

คำนำของหนังสือที่ไม่ได้ออก

6 ปีที่แล้วเขียนหนังสือเสร็จ 1 เล่ม ส่วนสุดท้ายที่เขียน คือ คำนำ

เสียดายที่ไม่ได้ออกจริง เพราะเปลี่ยนบก. แล้ว ก็ถูกให้แก้ใหม่ เพิ่มเรื่องต่างๆ อีกเยอะ ด้วยความติสแดกเลยไม่เขียน แล้วก็วางแช่ทิ้งไว้ แต่ก็โชคดีนะที่ไม่ได้ออก เพราะไม่งั้นคงไม่ได้ทำอะไรเหมือนตอนนี้ 555+

และนี่ คือ คำนำของหนังสือที่ไม่ได้ออก

…”History has to be rewritten in every generation, because although the past does not change the present does”


C.Hill, The World Turned Upside Down

ข้อความที่ยกมาคงจะอธิบายความสำคัญของหนังสือเรื่อง “50 เรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาที่คุณต้องรู้” ในมือของคุณได้บ้างว่า “ประวัติศาสตร์ต้องถูกเขียนใหม่ทุกยุคสมัย เพราะแม้ว่าอดีตจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ปัจจุบันเปลี่ยน” และแน่นอนไม่มีข้อยกเว้นสำหรับประวัติศาสตร์อยุธยา แม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตจะจบไปนานมากแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันของเมื่อสิบปีที่แล้ว หรือยุคที่แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเหมือนวันนี้ได้อีกต่อไป คุณค่า กรอบการมองโลกของแต่ละยุคสมัยย่อมมีความแตกต่างกันออกไป และคุณค่าที่เปลี่ยนแปลงไป เราก็นำมามองประวัติศาสตร์ได้ไม่เหมือนกับคนรุ่นอื่นมอง หรือ แม้แต่คนคนเดียวกัน แต่ผ่านโลก ประสบการณ์มากขึ้นก็ย่อมมองบนแว่นตาที่เปลี่ยนแปลงไป

แน่นอน สถานะของวิชาประวัติศาสตร์ของในยุคนี้ หากคิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องท่องจำเนื้อหา ย่อมต้องถูกตราหน้าว่าล้าหลัง แต่หากถ้าสถานะของประวัติศาสตร์ คือการตั้งคำถาม ที่มาที่ไป เนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงได้ตามการเลือกใช้ข้อมูล หลักฐาน หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามถึงกระบวนการสร้างความรู้ ข้อมูลต่างๆ แล้วล่ะก็ การอ่านงานประวัติศาสตร์ในพ.ศ.นี้ ก็อาจเป็นแบบฝึกหัดในการคิด วิเคราะห์ ข้อมูลต่างๆ บนโลกของ social media อย่าง facebook twitter ให้มีทักษะที่ไวต่อการตั้งคำถามเนื้อหาที่มีมากมายบนโลกยุคนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ก็ได้มาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลายทั้งเอกสารชั้นต้น เอกสารชั้นรอง หนังสือ บนวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่ผู้เขียนพยายามที่จะชวนให้ผู้อ่านได้เห็นข้อมูลประวัติศาสตร์ว่า ไม่ได้มีเรื่องเล่าแบบเดียวเสมอไป และความสนุกของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนี้ คือ ความแตกต่างหลากหลายที่ต้องใช้จินตนาการไปพร้อมๆ กับการหลักการ ความเป็นเหตุเป็นผล มากกว่าการนั่งฟังประวัติศาสตร์อย่างเชื่องๆ ที่มีฉบับเดียว…

โจทย์ใหญ่ ประชาธิปัตย์

โจทย์ใหญ่ ประชาธิปัตย์

ไม่ว่าจะทางดีหรือแย่ก็ตาม คะแนนที่นั่ง สส. ปชป. 54 ที่นั่ง (ประมาณ 28 ชม. หลังปิดหีบ) ส่วนหนึ่งมาจาก การที่คุณอภิสิทธิ์ ประกาศไม่เอาคุณประยุทธ์ โดยให้เหตุผลว่า เป็นอุดมการณ์หลักของพรรค และเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา

และแม้ว่า คุณอภิสิทธิ์ จะประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้วก็ตาม แต่คำสัตย์ของประชาธิปัตย์ ต่อผู้ลงคะแนนเสียงว่า ไม่เอาประยุทธ์ เป็นส่วนหนึ่งในการลงคะแนนให้พรรคนี้

ถึงวันนี้ คนสำคัญหลายคนในพรรคปักมีดใส่อดีตหัวหน้าว่าพาเรือผิดทาง แต่กลับไม่ถามบทบาทของตัวเองในพื้นที่ต่างๆ

ด้านหนึ่ง ความยากของ ปชป. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ จะไปข้างไหนก็มีพรรคที่สุดกว่า จะไปทางไม่เอาทักษิณ ก็มีสายฮาร์ดคอร์กว่า จะไปทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย ต้านเผด็จการ ก็มีคนที่ชูธงประชาธิปไตยชัดเจน และมีหลักมั่นต้านเผด็จการแจ่มชัดกว่า

ถึงตอนนี้ โจทย์ใหญ่ของประชาธิปัตย์ จะไปฝั่งไหน ซึ่งบรรดากรรมการบริหารคงต้องคิดดี ว่าสรุปจะไปฝั่งไหนระหว่าง 
– เข้ากับพลังประชารัฐ โหวตให้ประยุทธ์ แล้วหักหลังคะแนนที่โหวตให้ตามคำเชื่อเรื่องอุดมการณ์หลัก ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต 
-เข้ากับฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านประยุทธ์และการสืบทอดอำนาจ

ซึ่งแน่นอนถ้าเรื่องฝั่งแรก คงจะได้ประโยชน์โภชน์ผลจากการเป็นรัฐบาลในระยะสั้น แต่การหักหลังคำสัตย์ต่อประชาชนที่เลือกมา จะสร้างตราบาปไว้กับชื่อของพรรค และแน่นอน อุดมการณ์ หลักการของพรรคคงเป็นคำหาเสียงสวยๆ ในการหาเสียงเท่านั้น และการเลือกตั้งครั้งหน้าชื่อประชาธิปัตย์คงได้หายจากการเมืองไทยแน่ๆ

ส่วนอนาคตของพรรค จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรคแล้วล่ะว่า จะตีความการพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างไร เพราะถ้าอยากปักธงในซีกของอนุรักษ์นิยม อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่จอมปักมีดของพรรคอยากให้เป็น คงจะช่วงชิงพื้นที่ขวาสุดอย่างคนอื่นเค้าไม่ได้ และไม่มีที่ทางให้กับทั้งคนที่อยากมีอนาคต และอนาคตของพรรคแน่นอน สุดท้ายพรรคนี้ ปิดจบประวัติศาสตร์ไม่สวยแน่ๆ

ส่วนตัวผมอยากเห็น impossible scenario ที่พรรค ปชป. ร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตย ปิดสวิตซ์ สว. แต่ไม่ร่วมรัฐบาล และคุณอภิสิทธิ์กลับมามีบทบาทนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ด้วยความที่ผมเชื่อว่า ความยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และความรู้ ความสามารถก็ไม่ด้อยกว่าใคร แล้วแก้รัฐธรรมนูญที่สร้างความปกติ มีความหวังกับอนาคตได้ ทำให้เด็กมันดู ว่าประเทศนี้มีความหวัง แล้วเลิกเล่นการเมืองแบบหล่อๆ ไปเลย

แต่นั่นคงฝันไกลไป ถ้าเอาใกล้และง่าย ก็แค่ให้กลับไปทำงานสถาบันวิชาการของพรรค สั่งสมองค์ความรู้ สร้างสถาบันที่เปิดพื้นที่ให้คนที่หลากหลาย เข้าถึงง่าย ไม่ใช่พรรคของคนแก่ แบบหาที่ทางให้อนาคตไม่เจอนะครับ

ป.ล. เขียนเพราะเห็นใจนะครับ ชีวิตนี้โหวต ปชป. มาหลายคะแนนแล้ว แต่ไม่ใช่ครั้งนี้นะครับ และใครอ่านถึงตรงนี้ กราบเลย ช่วงนี้ เขียนอะไรบ่อยๆ ก็ทนหน่อยนะครับ เค้าแค่อยากระบายยยยย 555+

‘ประชานิยม’ ที่ควร / ไม่ควรเลือก

‘ประชานิยม’ ที่ควร / ไม่ควรเลือก

เวลาคนพูดถึง “ประชานิยม” มักจะพูดถึงแต่มุมของ Populist Economics ที่จะพาให้คิดและยกตัวอย่าง ลาตินอเมริกา ที่สร้างภาระใช้งบประมาณมากๆ จนทำประเทศเสียหาย

แต่สิ่งที่คนไม่พูดถึงกันเท่าไหร่ คือ ประชานิยมที่ healthy และมันมีประโยชน์ต่อกระบวนการประชาธิปไตย เพราะประชานิยมที่สร้างขึ้นนโยบายตอบสนองผู้คนภายใต้ระบบการเมืองเปิด ช่วยให้รู้ว่าผู้นำทางการเมืองฟังเสียงคน ยอมให้การมีปากมีเสียงคงอยู่ในระบบการเมืองและสร้างความเปลี่ยนแปลง

ตลาดที่แข่งขันนโยบายสวัสดิการต่างๆ เป็นตัวตอบสนองความเข้าใจของกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ซึ่งโจทย์ใหญ่ของกระบวนการประชานิยมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คือ การทำอย่างไรให้แนวคิดต่างๆ ทางนโยบายเกาะยึดอยู่กับพรรคการเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สถาบันมากกว่าตัวบุคคล

การแข่งขันประชานิยมแบบนี้ มันน่ากลัวหรือไม่ส่วนใหญ่มันยึดโยงกับหลักของเหตุและผลในสังคม ถ้าสังคมที่เปิด ยอมให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียน อย่างที่มันควรจะเป็น สื่อทำหน้าที่บนฐานของความเป็นมืออาชีพ ประชานิยมแบบนี้ สำหรับผมไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะสังคมจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ของที่มีอยู่มันจะดีขึ้นได้อย่างไร

แต่ประชานิยมในมุมที่น่ากลัว คือ ประชานิยมที่เล่นกับอารมณ์ ความรู้สึก มากกว่าหลักการ เหตุผล

เพราะหากย้อนไปดู เจ้าพ่อของประชานิยม ทั่วโลก ล้วนแล้วแต่อยู่สร้างขึ้นภายใต้ บารมีของตัวบุคคลที่ยึดโยงกับ “ความรัก โลภ โกรธ หลง” ทั้งสิ้น หรือพูดอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า ตัวประชานิยมเอง บิ้วมาจากฐานอารมณ์ความรู้สึกของคน

ในหนังสือ ประชานิยม Very Short introduction ก็พูดถึง เจ้าพ่อประชานิยมใน อิตาลี ฝรั่งเศส โรมาเนีย สเปน ฯลฯ ก็ล้วนพยายามกุมหัวใจคน แรงปรารถนาจากการเชียร์กีฬา ด้วยการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล ของไทย ชื่อของทักษิณตอนซื้อแมนซิตี้ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของหนังสือเล่มนี้

โจทย์ของประชานิยม จึงเป็นเรื่องของการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก หลายครั้งผู้นำที่คนให้ความสนใจจึงต้องพยายามยึดโยงกับ วาทกรรมด้านศีลธรรม ความดี ความเลว ทำให้ประเด็นที่เล้าอารมณ์อย่าง อย่าง การประหารชีวิต ศีลธรรมเรื่องเพศ ผู้อพยพ วัฒนธรรม (ความรัก การยิ้มก็ด้วย) หรือแม้แต่ความรักชาติ ก็มักเป็นประเด็นถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือ สร้างความรัก ความเกียจชัง ตัวอย่างจาก ทรัมป์ ก็น่าจะพอช่วยให้เห็นภาพนะครับ

ค่ำคืนสุดท้ายของการขึ้นเวทีใหญ่ก่อนการเลือกตั้งนี้ ความสงบ ความรักชาติ อ้างการสละชีวิตที่คิดว่าเป็นหมัดเด็ดสำคัญของลุง อาจทำให้คนจำนวนนึงอยากเลือก แต่อยากให้ลองคิดดีๆ ว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเราเอาความสงบแลกกับอะไรบ้าง

คนจำนวนหนึ่งเอาความปกติสุขของเขาไปแลก
ความสงบสุขที่เราเห็นมาจากการทำลายความปกติของการทำงานด้านสื่อสารมวลชน ความปกติของกระบวนการตรวจสอบในทั้งรัฐสภา องค์กรอิสระต่างๆ ที่เค้าพยายามแปลงร่างให้กลายเป็นผู้เล่นทางการเมืองด้วยการเลือกกันเอง

จนคนรุ่นใหม่ที่ผมได้สัมผัสหลายคนไม่เชื่อว่าประเทศเราจะดีกว่านี้ได้
ด้วยเพราะคิดว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเห็น ต้องปล่อยให้คนดี ผูใหญ่ในบ้านในเมืองที่หวงว่า ความรักชาติ เป็นของเขาคนเดียว พอมีใครอยากชี้ชวนถึงอนาคตที่เขาอยากเป็น อยากเห็น ก็ทำลายเขาด้วยวิธีเก่าๆ ที่เคยเป็น

ประชานิยมที่เราควรเห็น คือ ประชานิยมที่คิดถึงความเป็นได้ในอนาคต ด้วยดีเบตที่แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ ประชานิยมจากความเกลียดชัง ความหวาดกลัวไม่ควรมีพื้นที่สำหรับการเมืองไทย

พรุ่งนี้ เลือกใคร ต้องไม่เลือกแค่ความกลัว หรือ ความเกลียดนะครับ

ไปให้สุดต้องหยุดลุง