อยู่ตรงไหนของแถว ฉีดวัคซีนประเทศไทย

9 มิ.ย. 2021

หลายคนได้รับวัคซีน ก็ยินดีด้วยนะครับ… 

แต่อยากฝากให้พิจารณาเพิ่มว่า ได้ฉีดนี่ ได้กันมายังไง เมื่อของมีจำกัดแล้ว เหมือนจับคน 67 คนมาต่อแถวอ่ะ คุณอยู่ตรงไหนของแถว

ถ้าคุณฉีดแล้ว 1 เข็ม เป็นกลุ่ม 4 คนแรกใน 67 คน  
แต่ถ้าคุณฉีดครบ 2 เข็มแล้ว เหมือนเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวที่ฉีดเสร็จแล้วนั่นแหละ 

และเวลาฉีดเสร็จแล้วอ่ะ อยากให้หันกลับมาดูสภาพของแถว และเห็นใจเพื่อนร่วมชาติด้วยอ่ะครับ ว่าตอนนี้ สภาพแถวเป็นยังไง เวลาผู้นำเรียกให้คนต่อแถวอ่า มันมี Priority ยังไง 

ให้ใครก่อน ให้ยังไง ให้แบบแฟร์และมีประสิทธิภาพในการจัดการโรคระบาดดีพอมั้ย หรือแอบปล่อยให้เปิดแถวพิเศษ (แบบที่เราไม่รู้ / แกล้งไม่เห็น เพราะอยู่ในแถวด้วยป่ะ)

ข้อมูลผ่านวันดีเดย์มาสองสามวัน กทม. ได้สัดส่วนเยอะกว่าต่างจังหวัด บางจังหวัดก็มีโอกาสได้มากกว่า ทั้งเหตุผลเรื่องการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว บางอาชีพได้ก่อน เพราะใช้เหตุผลบุคลากรด่านหน้า ทั้งทหาร ตำรวจ ครู อาจารย์ ฯลฯ ที่จะยึดโยงกับระบบราชการ รวมถึงก็บรรดาสื่อมวลชนด้วยนะครับ (ซึ่งก็เข้าใจนะครับว่า ทุกคนต่างๆ มีเหตุผลที่ชอบธรรมของตัวเองแน่นอน)

เราลองพยายามค้นแผนการจัดสรรวัคซีน ทั้งใน เว็บของรัฐบาล ที่ปกติก็จะอัพ PowerPoint รายงานสถานการณ์ทุกวัน https://www.thaigov.go.th

เว็บของกระทรวงสาธารณสุข https://www.moph.go.th และหน้ารายงานสถานการณ์สาธารณสุข (ที่ไม่อัพเดทหลายวันแล้ว) https://covid19.moph.go.th/#box1

กรมควบคุมโรค https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/

และองค์การเภสัช https://www2.gpo.or.th/Default.aspx?tabid=37
https://www2.gpo.or.th/Default.aspx?tabid=37

สรุปว่า ไม่เจอรายละเอียดดีๆ แผนการจัดสรรวัคซีน แบบที่พร้อมเปิดเผยข้อมูล หรือ แนวทางให้รู้เลย 

ข้อมูลที่หลุดมาถึงมือนักข่าวก็ หลุดมาเป็นชิ้นๆ แบบ
– ประชาชาติ มีลิสต์ ยอดจัดสรร AZ 350,000 โดสสำหรับ รพ. ในแถบ กทม. https://www.prachachat.net/…/%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8…
– มติชนได้ภาพแดชบอร์ด ข้อมูลของ กาญจนบุรี ที่ได้วัคซีน ขวดเดียว สำหรับ ฉีดได้ 10 โดส https://www.matichon.co.th/region/news_2766898

สรุปว่า เราก็ไม่รู้จริงๆ ว่า แผนของกระจายวัคซีนที่บอกว่า ยึดหยุ่นปรับตามสถานการณ์เนี่ย ตกลงมีจริงหรือเปล่า หรือว่าใครมือยาว เสียงดังกว่า เข้าถึงผู้มีอำนาจมากกว่า ก็ได้ก่อนนะครับ 

การไม่มีข้อมูลอะไรเลย ทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบเรื่อง “ประสิทธิภาพ” “ความโปร่งใส” อะไรในการบริหารจัดการได้เลย 

เราลองพยายามตามดูข้อมูล 20 วันล่าสุด จำนวนคนตายไม่ลดลงเท่าไหร่เลยนะครับ เฉลี่ยประมาณ 31 คนที่ต้องเสียชีวิต และผู้เสียชีวิตจำนวนมากก็กระจุกตัวอยู่ กทม. เยอะกว่า ก็ฟังดูเมกเซนส์นะครับที่ให้ กทม. ก่อน แต่ไปดูรายละเอียดว่าผู้เสียชีวิตอายุเท่าไหร่ สรุปว่า ค่าเฉลี่ยคร่าวๆ คือ เกือบ 70 (สัดส่วนเป็น ชาย 55% หญิง 45%) แปลว่า จะจัดสรรวัคซีนให้มีประสิทธิภาพกับการกันตายนี่ ผู้สูงอายุเป็น Priority มากๆ เลยนะครับ 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ อยากให้ลองสังเกตตัวเลขผู้เสียชีวิตในเรือนจำ (ดาวแดงเล็กๆ) จำวันที่กราฟผู้ติดเชื้อพุ่งปรี้ดๆ ได้มั้ยครับ วันที่ 13 ตัวเลขในเรือนจำอย่างเดียว คือ 4,887 และวันที่ 17 คือ 9,635 คน จากวันที่ 13 ถึงวันที่ 28 ที่เริ่มมีผู้เสียชีวิตในจำเรือน คือ 15 วันพอดีที่พบผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และเริ่มมากขึ้นมาสามวันติดแล้ว (ซึ่งอันนี้ ก็น่าเศร้าที่เค้าคงไม่มีเสียงดังพอจะพูดอะไร)

หลายคนรวมถึงนายกฯ ด้วยพยายามบอกว่า อย่าเอาเรื่อง “วัคซีนโยงการเมือง” ถามจริง การตัดสินใจเลือก “ยี่ห้อวัคซีน” “จำนวนที่เหมาะสม” “การกระจายฉีด” นี่ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองเหรอ 

ทั้งหมดก็ย้อนกลับไปที่ผู้นำที่ประเทศเรามีได้ดีแค่นี้เหรอครับ นึกถึงเรื่องในไบเบิลที่ตอนน้ำท่วมใหญ่ ที่โมเสส “ผู้นำเรือดิอาร์ก” สร้างเรือตั้งแต่ฝนไม่ตก การคาดเดาสถานการณ์และเตรียมการเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น 

เอาจริงๆ เรามีเวลาเตรียมตัว จัดการแผนจับคนเข้าแถวนานอยู่นะครับ ถ้านับว่าเราเซ็นสัญญากับ AZ ตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้วเลยนะครับ เชื่อมากๆ เลยว่าหลังจากนี้ ปัญหาหลายๆ อย่างจะยังไม่ดีขึ้นแน่ๆ เพราะในช่วงวิกฤตสุดๆ เนี่ยยังมีคนอีกมากที่ไม่ได้เข้าแถวด้วยซ้ำ และผลของการไม่ได้เข้าแถวจะยิ่งทำร้ายคนในที่ต่างๆ อีกมากมาย แล้วไม่ต้องมาทำแคมเปญให้ใครรักชาติอะไรอีกนะ คนที่เจ็บช้ำเค้าไม่อินด้วยแน่ๆ  

สุดท้ายอยากจะบอกว่า จริงๆ ผู้นำที่ต่อเรือพาสัตว์หนีน้ำท่วม คือ “โนอาห์” นะครับ ไม่ใช่ “โมเสส” ที่เขียนนั่นอ่ะตัวปลอม ไม่ใช่ผู้นำที่จะพาเราผ่านวิกฤตนี้หรอก จับแม่งโยนลงน้ำก่อนเลยถ้ามีอิทธิฤทธิ์จริง เค้าคงแหวกทะเลรอดได้ไม่ต้องห่วงเค้าหรอก หรือจะให้เค้ารอเรือดำน้ำที่พรรคพวกซื้อไปช่วยแล้วกัน … 

12 ปี ThaiPBS ก้าวต่อไปกับ “ความท้าทายของสื่อสาธารณะบนความแตกต่างของช่วงวัย”

12 ปี ThaiPBS ก้าวต่อไปกับ “ความท้าทายของสื่อสาธารณะบนความแตกต่างของช่วงวัย”

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปดำเนินรายการเสวนาสาธารณะ “ความท้าทายของสื่อสาธารณะ บนความแตกต่างของช่วงวัย” ซึ่งมีวิทยากรจากทุกช่วงวัยมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ “สื่อสาธารณะ” และ “ความแตกต่างของช่วงวัย”

ซึ่งวิทยากรบนเวที ได้แก่ คุณ เทพชัย หย่อง อดีตผู้อำนวยการ ThaiPBS ดร.สังกมา สารวัตร ผู้ดำเนินรายการ “เช้าทันโลก” ทาง FM 96.5 และอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.ศิลปากร
รศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิกุล อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่เป็นเจ้าของโปรเจ๊กซ์ “Data incubator” คุณ ณัฐกร เวียงอินทร์  Co-Founder & บรรณาธิการของ “The People” และคุณ ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน Co-Founder & บรรณาธิการ Spaceth.co ซึ่งคิดว่า ถ้าจะให้รวบรวมบทสรุปที่ผมได้จากงานเสวนาเป็น 6 ข้อเลยดังนี้นะครับ  

1. คนบริโภคสื่อเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมเปิดทีวีแช่ไว้ แล้วข้อมูลข่าวสารวิ่งเข้าหาคน แต่วันนี้ คนเลือกสื่อที่อยากรู้ได้เอง วันนี้ Hashtag อะไรมา ผู้คนเค้าฉอดอะไรกัน เราตามเสพเท่าที่เราสนใจได้ไม่ยาก ยิ่งเด็กยุคใหม่ที่เกิดมา เกิดมาพร้อมกับสื่อ On demand จะเลือกเวลาดู เลือกหยุด เลือกเพลย์ มันคืออำนาจในการเลือก  

2. ครอบครัวที่คุยกันมากๆ ช่องว่างระหว่างวัยก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นจำนวนมากช่วยสอนพ่อแม่เข้าถึงสื่อ ก็ช่วยเลือกสื่อให้พ่อแม่ เพราะอยากให้คุยกันรู้เรื่อง อยากให้คุยเรื่องเดียวกัน ทำให้พ่อแม่ในอีกเจนเนเรชั่นนึงที่เป็นผู้ใหญ่เข้าถึงสื่อออนไลน์ สื่อใหม่ ก็จะปรับตัวได้ เข้าใจความเปลี่ยนแปลง และทำให้วิธีคิดเปลี่ยนไปด้วย ตัวอย่างเรื่อง สิทธิ ความเท่าเทียม เรื่องเพศ กลายเป็นเรื่องที่คนสองช่วงวัยได้คุยกัน ส่วนที่ครอบครัวที่มีช่องว่างมากหน่อย คุยกันไม่มากพอ ก็จะเป็นกลุ่มติดกรอบอนุรักษ์นิยม ความคิดเปลี่ยนตามไม่ทันยุคสมัย ก็ติดอยู่บนโลกคู่ขนาน ที่ทำให้เกิดคำถามในอีกด้านหนึ่งว่า “ทิ้งพ่อแม่ไว้หน้าจอ (ทีวี) มากเกินไปหรือเปล่า”

3. พลังของผู้สูงอายุเป็นอย่างไร ยังคงคาดเดาได้ยาก เพราะสังคมสูงวัย จำนวนผู้สูงอายุกำลังมากขึ้น และจะสะสมมากขึ้นเรื่อย น่าจะขึ้นอยู่กับวิธีที่ผู้คนในสังคมพูดคุยกัน

4. หัวใจสำคัญของสื่อ ยังไงก็อยู่ที่เนื้อหา “Content always is the king” สื่อที่ปรับตัวในแง่เนื้อหาไม่ได้ยังไงก็ตาย ซึ่งสื่อใหม่ได้เปรียบสื่อเก่าตรงที่มี Instance feedback (ได้การตอบสนองทันที) เพราะเดิมสื่อเก่ากว่าจะผลตอบรับต้องรอข้ามวัน แม้วันนี้มีเครื่องมือพวก Social Listening ก็เร็วไม่เท่าสื่อใหม่ที่เห็นยอด Like Love Sad Angry และคอมเมนต์ต่างๆ ทันที ซึ่งช่วยให้คนทำเนื้อหาถูกควบคุมและตรวจสอบโดยผู้ชมทันที

5. สื่อสาธารณะทั่วโลก รวมทั้ง ThaiPBS ล้วนเจอความท้าทายเหมือนกัน คือ ต้องแข่งกันแย่ง Eyeball ไม่ได้แข่งกับช่องทีวีด้วยกันอีกต่อไป เพราะมี Screen และ Platform แย่ง Eyeball ด้วย

6. สื่อกระแสหลักยังมีจุดแข็งคือเรื่อง Trust (ความเชื่อมั่น) ที่ผ่านมา ThaiPBS ยังได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในช่วงวิกฤต ที่บ้านเรามีวิกฤตบ่อยครั้ง (ควรดีใจมั้ย?) เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองเสื้อเหลือง เสื้อแดง เหตุการณ์น้ำท่วมปี 54 เหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ การกราดยิงที่โคราช ฯลฯ ซึ่งทุกครั้งที่มีวิกฤต มีคนให้ความสนใจสื่อกระแสหลักมากขึ้น และสื่อสาธารณะก็ตอบโจทย์ได้พอสมควร เพราะคนยังให้ความเชื่อมั่นในแง่ความถูกต้องและจริยธรรมในการนำเสนอ

ทั้ง 6 ข้อเป็นข้อสรุปที่น่าสนใจบนเวทีเสวนาได้คุยกันนะครับ แต่มีบางอย่างที่เสียดายเวลาน้อยไปนิดและเป็นคนดำเนินรายการเองเลยไม่ได้พูดสิ่งที่คิดและอยากเห็นซึ่งขออนุญาตยกไว้ตอนหน้าจะมาเขียนสิ่งที่คาดหวัง และ ความท้าทายใหม่ๆ ที่สื่อสาธารณะต้องคิดใหม่นะครับ

ทำไมในม็อบเราจึงเห็นการเคลื่อนไหว นักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย

ทำไมในม็อบเราจึงเห็นการเคลื่อนไหว นักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย

เมื่อวานนี้ เผอิญมีโอกาสได้เล่าเรื่อง Data Journalism ให้กับกลุ่มนักศึกษา 3 มหาวิทยาลัยที่ส่วนเป็นหนึ่งของ Data Incubator ที่อาจารย์พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามผลักดันให้เกิดในวิชาของกลุ่มคณะนิเทศศาสตร์จากทั้ง จุฬาฯ มศว. และศิลปากร

ผมเลยเตรียมเรื่องสั้นๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ไปพูด 3 เรื่อง แต่มีคนอยากรู้ว่าพูดอะไรไป โดยเฉพาะส่วนที่อาจารย์พิจิตราพูดถึงใน facebook ว่า “พี่โก้จาก TDRI โชว์ให้เห็นว่า นร. ที่ถูกลงโทษถูกใน รร. เป็นผู้หญิง กับ LGBTQ ในโรงเรียนต่างจังหวัดเยอะมาก ซึ่งก็วิเคราะห์ให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมในม็อบเด็กที่เกิดมาจากปัญหาที่สะสมจน เด็กมันมาเดินถนนทุกวันนี้”

เลยจะเอาแค่ 1 เรื่องในส่วนนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ ซึ่งจริงๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ทีมพวกเราทำข้อมูลไปออกรายการที่ The Standard X TDRI ตอน “เปิดเบื้องหลังม็อบนักเรียนไทย เมื่อห้องเรียนไทยวิ่งตามเด็กไม่ทัน”

Key Message ของตอนนี้ คือ เมื่อพ่อแม่ส่วนใหญ่ทั้งระดับโลกและไทยต่างเลี้ยงดูลูกเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่โรงเรียนที่เป็นพื้นที่เพาะบ่มเด็กนักเรียนกลับเปลี่ยนแปลงไม่ทัน กฎระเบียบ วิธีการเรียนการสอนในโรงเรียนยังปรับตัวตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง ยังเป็นพื้นที่อำนาจนิยมที่ครูเป็นใหญ่

พวกเราเลยอยากรู้ว่าข้อสมมุตินี้จริงหรือไม่

จึงลองตั้งคำถามง่ายๆ ด้วย Google Form ที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร โดยตั้งคำถามไว้ 5 ข้อว่า

  1. คุณเอง ยังถูกทำโทษทางร่างกายในโรงเรียนอยู่หรือไม่?
  2. รูปแบบ ที่โดนลงโทษ
  3. สาเหตุ ที่โดนลงโทษ
  4. คิดว่าผลการเรียนของคุณอยู่ในระดับไหน
  5. โรงเรียนของคุณอยู่ในภาคไหน

โดยให้ผู้ตอบได้ตอบคำถามระบุเพศว่า เป็นชาย หญิง หรือ LGBTQ ไว้ด้วย

ซึ่งอันนี้ ผมก็ได้เล่าให้ทุกท่านฟังว่า อันนี้เป็นโจทย์ที่เราอยากรู้และลอง Survey แบบเร็วๆ มากๆ คือ ออกอากาศตอนค่ำ แต่คิดว่าอยากจะ Survey ถามน้องๆ กันตอน 11 โมงเช้าในวันนั้น ช่วงเที่ยงทีมก็ทำ Form พร้อม Banner สำหรับโพสใน Twitter และบรรดา Network ลูกเพื่อนหลานเพื่อนที่เรียนมัธยมให้ช่วยกันแชร์ ประกอบกับในวันนั้น มีคลิปครูฝึกสอนลงโทษเด็กด้วยการให้ยกเก้าอี้ลุกนั่งในห้องวิทยาศาสตร์ซึ่งมีคนแชร์กันระดับ 112K ทำให้แบบสอบถามนี้ ถึงช่วงหัวค่ำที่เราประมวลผลเพื่อไปออกอากาศก็มีคนตอบมาประมาณอีกนิดนึงก็ 100 คนพอดี (แต่ผลที่ประมวลไปโชว์ N=125 นะครับ)

แม้จะเป็น Survey แบบเร็วๆ แต่ผลที่ออกมาก็น่าประหลาดใจเล็กๆ นะครับว่า ทั้งที่ประเทศไทยยกเลิกการลงโทษนักเรียนด้วยวิธีรุนแรงมานานแล้ว แต่ยังมีนักเรียน 62 % ที่บอกว่ายังโดนทำโทษทางร่ายกายอยู่ โดยรูปแบบการทำโทษทางร่างกายที่มากที่สุด การตีด้วยสิ่งของ เช่น ไม้เรียวและอื่นๆ  แม้ว่าการลงโทษทางร่างกายจะยกเลิกไปตั้งแต่สมัยที่คุณจาตุรนต์ ฉายแสงเป็น รมต.ศึกษาธิการแล้วนะครับ

ส่วนสาเหตุที่ถูกทำโทษมากที่สุด คือ เรื่องการคุยเสียงดังในห้องเรียน และ การแต่งกายผิดระเบียบ

สำหรับผมแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ คือ ผมวางคำถามไว้ เรื่อง “โรงเรียนของคุณอยู่ในภาคไหน” เพราะอยากรู้ว่า Location มีผลต่ออัตราการลงโทษหรือไม่ ซึ่งด้วยจำนวนของการตอบแบบสอบถามไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะบอกอะไรได้

เราจึงลองเอาข้อมูลของคนตอบที่ว่าอยู่ใน กทม.และปริมณฑลออก เพื่อดูว่าต่างจังหวัดอยู่ในเรตที่ต่างๆ มากน้อยเพียงใด ซึ่งเห็นตัวเลขแล้ว แม้ไม่แปลกใจ แต่คิดไปคิดมายิ่งตกใจ เพราะตัวกลับเพิ่มจาก 62% เป็น 80% เลย

นั่นแปลว่า ยิ่งโรงเรียนต่างจังหวัด ยิ่งมีการลงโทษทางร่างกายอยู่มาก ยิ่งแสดงถึงอำนาจนิยมที่มีในโรงเรียนที่ยิ่งสูงมาก

และเมื่อเอาข้อมูลเรื่องเพศมาดู เลยเริ่มเข้าใจว่า ทำไมในม็อบเราจึงเห็นการเคลื่อนไหว นักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชายแบบสังเกตเห็นได้ชัดมาก

เพราะเมื่อดูข้อมูลรายเพศ นักเรียนชายมีเพียง 43% ที่ยังโดนลงโทษทางร่างกายอยู่ แต่เป็นนักเรียนหญิงและ LGBTQ ตัวเลขจะเพิ่มเป็น 68% และ 69% ตามลำดับ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่พื้นที่ในโรงเรียนที่วางความคาดหวังในกรอบการกระทำ การแต่งกาย จริยธรรม ฯลฯ บนความคาดหวังต่างๆ ทางเพศ เช่น ผู้ชายชนเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้หญิงต้องเรียบร้อย แต่งกายเหมาะสม (มากกว่าชาย) และ LGBTQ ก็คงมีกรอบเรื่องเพศสภาพที่ไม่ต่างกัน ทำให้โรงเรียนที่ใช้การลงโทษทางร่ายกายเป็นเครื่องมือในการควบคุมมาตรฐานที่ครูคาดหวัง

นักเรียนหญิงที่ถูกกำกับ การแต่งกาย พฤติกรรม ค่านิยมที่ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยจึงต้องแสดงออกคุณค่าอีกแบบที่สวนทางกับอำนาจที่ครอบไว้ พร้อมกันทั่วทุกหนแห่ง…

และเมื่อพอได้ทำเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกอย่างนึงมากๆ คือ เสียงและความรู้สึกปัญหาของผู้คนและเยาวชนในต่างจังหวัดหลายๆ เรื่องมันเขย่าและดังพอให้คนในประเทศได้รับรู้มากเพียงใด

และใครที่คิดว่าปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น เป็นมีคนอยู่เบื้องหลัง มีใครล้างสมองเด็กๆ อยู่นั้นล่ะก็ อาจต้องมองใหม่ว่า สังคมเทคโนโลยีข่าวสาร การเลี้ยงดูเยาวชนที่เป็น Global Citizen หล่อหลอมให้นักเรียนนักศึกษาวันนี้ เห็นโลกเร็ว เห็นโลกต่างๆ ไม่ยาก และรู้จักเลือกเปรียบเทียบแบบ Digital Native ปัดซ้าย ปัดขวา เลือกของรักคนรัก เลือกอนาคต เลือกตัวตนของตัวเองกว่าคนรุ่นก่อนหน้าแน่ๆ ครับ

การปฏิเสธอำนาจนิยมในโรงเรียนมันเลยลามถึงอำนาจนิยมในปริมณฑลอื่นๆ ได้ไม่ยากครับ

ป.ล. ใครสนใจดูวีดีโอฉบับเต็มได้ที่

5 เหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องระวัง “มหาเศรษฐี” ในการทำบุญช่วยประเทศ

5 เหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องระวัง “มหาเศรษฐี” ในการทำบุญช่วยประเทศ

จริงๆ การทำบุญ ก็นับเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะถ้าดูรากศัพท์ภาษาฝรั่งของคำว่า Philanthropy (การทำบุญ) มีรากศัพท์จากจากลาติน ของคำสองคำ คือ คำว่า “philos – ความรัก” กับ “Anthro – ชีวิตมนุษย์ (ความเป็นมนุษย์)” ซึ่งความหมายก็ คือ เพราะรักในความเป็นมนุษย์ หรือ การช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งแน่นอนนัยยะของมันเป็นเรื่อง ‘ของปัจจุบัน’ ไม่เกี่ยวอะไรกับ ‘โลกหน้า’ เหมือนการทำบุญแบบที่จะหวังผลอนาคตนะครับ

ไอเดียที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็มาจากการดูทอล์กโชว์ “Patriot Act” ของ Hasan Minhaj ใน Netflix ซึ่งจำได้ว่าดูไว้นานแล้ว แต่เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ เลยอยากเก็บประเด็นมา แล้วแอบบวกๆ สิ่งที่อยากพูดบ้างมาเล่าให้ฟังครับ

ในตอน “Why Billionaires Won’t Save Us” (ลิงค์อยู่ด้านล่างสุดนะครับ) Hasan Minhaj พยายามอธิบาย ปัญหาของการบริจาคเงินของเหล่ามหาเศรษฐีไว้หลายอย่างเลย สรุปเป็นข้อๆ เลยแล้วกัน

(1) การบริจาคเงินกลายเป็นสิ่งที่ให้ความชอบธรรมกับวิธีที่เขาเหล่านั้นหาเงิน ไม่ว่าจะถูกหรือไม่ถูกก็ตาม
และมันจะทำให้เราไม่ตั้งคำถามถึงการได้มาของความมั่งคั่งเหล่านั้น ซึ่งปัญหาของการไม่ตั้งคำถาม หลายครั้งจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไป

(2) การบริจาคเงินโดยเหล่ามหาเศรษฐีนี้ สร้าง smock screen ที่บังตาเรา จนทำให้ผู้คนในสังคมหลงเชื่อในความดีของเขา และกลบเกลื่อนความผิดบางอย่างของเขา จะมองไม่เห็นความไม่เป็นธรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้น เช่น การผูกขาด การใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้บริโภค ความร่ำรวยจากการสร้างสินค้าที่ไม่ก่อประโยชน์จากสังคม ฯลฯ

(3) เรามักหลงเชื่อว่า เหล่ามหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จนั้น เป็นยอดมนุษย์ คิดถูก ทำถูก ฉลาดกว่าคนทั่วไป และจะยอมเชื่อว่าการเข้ามามีบทบาทในประเด็นสาธารณะเหล่านั้นจะต้องถูกต้อง และคาดหวังความสำเร็จได้ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เสมอไป เพราะความสำเร็จทางธุรกิจเป็นเรื่องเฉพาะแม้ว่า เขาจะทำรายได้มากมายก็จริง แต่หากลงไปดูในรายละเอียดทั้งนั้น มันมีทั้งดีและแป้กผสมปนเปกันอยู่เสมอ

ในส่วนนี้ เขายกตัวอย่างของ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กที่แม้จะประสบความสำเร็จในเฟสบุค แต่พอมาทำเรื่องการศึกษาจริงๆ ก็แป้กและเอาเข้าจริงที่ว่าเอาเงินมาทำบุญลงกับการศึกษาเยอะ สัดส่วนของเงินที่ลงถึงตัวเด็กนักเรียน อุปกรณ์การเรียนก็ไม่ได้มากอย่างที่คุย แต่ไปลงกับเรื่องบริหารจัดการอื่นๆ มากกว่าซึ่งก็คาดหวังเรื่องการลดภาษี

(4) ในมุมของมหาเศรษฐี บ่อยครั้งมักใช้ช่องทางกม. เพื่อจ่ายภาษีนั้นน้อยลง เค้ายกตัวอย่าง การบริจาคเงินของบริษัทที่ทำ GoPro นั้น ช่วงที่โคตรรวยก็ตั้งมูลนิธิแล้วบริจาคเงินเพื่อลดการจ่ายภาษี พอตอนรายได้ไม่มากก็ลดเงินบริจาคลง เพราะไม่จำเป็นต้องให้เยอะ

(5) ในฉากหน้าของการบริจาคเงิน หรือ จะให้ภาพว่าเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล หรือ ทำงานร่วมกันก็ตาม พวกเราในฐานะประชาชนย่อมเห็นภาพที่สวยงามอยู่แล้ว แต่ฉากหลังก็การเจรจาต่อรองกันแบบที่สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ง่ายและไม่ได้นี้ น่ากลัวนะครับว่า มีโอกาสที่ภาคธุรกิจหรือเอกชนขนาดใหญ่ ที่ยอมร่วมงาน ร่วมบุญ จะได้โอกาส / ประโยชน์ จากผู้กำหนดนโยบาย หรือสามารถกำหนดทิศทางของนโยบายภาครัฐ ที่ให้ทำเพื่อประโยชน์ให้ตัวเองได้ในอนาคต มากกว่าคนที่ไม่ร่วมในงานบุญแบบนี้

พูดง่ายๆ ใครร่วมด้วย ก็เจรจาอะไรย่อมง่ายกว่าคนอื่นๆ ที่เป็นรายเล็กรายน้อย หรือ แม้ว่าการเห็นหัวประชาชนด้วยก็ตาม

ดังนั้น ประชาชนควรจับตาให้ดีว่า การทำบุญที่รัฐจะเสนอนั้น รัฐจะเอาประโยชน์อะไรเข้าแลกหรือไม่ หรือจะทำให้เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีน้อยลงหรือไม่

ข้อเสนอที่ดีที่สุดและเป็นหัวใจใหญ่ของเรื่องนี้ ผมว่าอยากให้มอง 2 เรื่องนะครับ

โจทย์ใหญ่และยาว คือ ต้องจัดการมาตรการ “ภาษีต่างๆ ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ตั้งแต่ภาษีทรัพย์สิน ภาษีจาก capital gain tax ต่างๆ ฯลฯ
เพราะตัวระบบภาษีหลักคิดใหญ่ๆ คือ แบ่งสรรปันส่วนรายได้ของผู้คนในสังคมมาใช้ในกิจกรรมสาธารณะ และเพื่อ “ช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ก็คือ ย่อหน้าแรกของบทความนี้นั่นแหละครับ

โจทย์เฉพาะหน้าตอนนี้ในการต่อสู้กับ Covid-19 ที่ต้องการความร่วมมือ ความคิดเห็นต่างๆ ช่องทางปกติทางการเมืองก็มีอยู่แล้วนะครับ คือ ให้สภาต้องคิดและทำหน้าที่ของตัวเอง

พูดก็พูดนะครับ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน (มีทั้งสองฝ่ายจริงๆ) ต่างพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการลงพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน เพราะถ้าไม่ลงพื้นที่คราวหน้าก็ไม่หวังจะมาเดินหาเสียง

ประเด็น คือ ตัวแทนประชาชนเค้ารู้ดีครับว่าต้องทำอะไร แต่บ้านเรามีคนอีกหลายส่วนที่ทำหน้าที่สาธารณะแต่ไม่ได้มาจากประชาชน ความรับผิดชอบต่อผู้คนเลยไม่มีมากพอจะให้เค้าเหล่านั้น ต้องลงพื้นที่และรับรู้ปัญหาจริงของคน

การเอาพี่เอาน้องเอาเพื่อนเอาฝูงที่ลอยจากฟ้าสวรรค์ มานั่งหลอกกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน นี่แหละครับ คือ การทำภาษีที่ควรจะใช้ประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องเสียเปล่าครับ

เบื้องหลัง Daily in Depth #ผนงรจตกม

เบื้องหลัง Daily in Depth #ผนงรจตกม

อยากชวนทุกคนลองชมรายการ the standard daily x tdri
ประจำเดือน มีนาคม นี้นะครับ เราตั้งชื่อตอนว่า ผนงรจตกม. 

ซึ่งจริงๆ ก็เป็นปรากฎการณ์ใน social media ที่น้องๆ ที่จัดกิจกรรมงานบอลนำเสนอความคิดกันนะครับ

โดยเบื้องหลังไอเดียจริงๆ ก็มาจากการประชุมของทีมงานทั้งหมดนะครับ ว่าอยากพูดประเด็นว่าด้วยความต่างของ Generation ที่แสดงออกกันบนพื้นที่ทางการเมืองนะครับ

(สำหรับใครที่อยากดูก่อนสามารถข้ามไปดูด้านท้ายของโพสเลยนะครับ ส่วนต่อไปจะเล่าถึงไอเดียและเนื้อหาในรายการครับ)

เราเลยพยายามหาคีย์เวิร์ดเป็นตัวแกนของการเล่าเรื่อง ซึ่งพอใช้ชื่อตอนว่า – ผนงรจตกม นี่ก็เรียกแขกได้มากเลย

ทำให้ยอดคนดูสดของทั้ง facebook และ YouTube สูงกว่าค่าเฉลี่ยพอตัวเลยครับ

ซึ่งจากชื่อตอน #ผนงรจตกม ที่ยาวๆ เราเลยพยายาม ตัดช่วง ให้เป็นกลุ่มข้อความ 3 ช่วง เพื่อให้ทั้งคนเล่าเรื่อง (ทั้ง ดร.สมเกียรติ และ คุณต๊ะ พิภู) และคนดู มีจังหวะช่วงที่พักหายใจ และ Conceptual Idea ได้ง่ายขึ้น

เราเลยแยกเป็นกลุ่มคำ 3 กลุ่ม และเป็น 3 แกนเนื้อหา คือ

#ผนง – “ผู้นำงง” ส่วนนี้ เราพยายามจะพูดถึงปรากฎการณ์ที่บอกว่า ผู้นำงง (จะใช้คำอื่นก็ไม่ว่ากันนะครับ) มีทุกยุคทุกสมัย และทีมเราพยายามสำรวจข้อมูลว่า ระบบการเมืองแบบปิด นี่มีส่วนทำให้ผู้นำงงได้ง่ายมากๆ โดยดูแค่อายุก็ได้นะครับ

ว่า สนช. / สว. ที่เลือกกันเอง ค่าเฉลี่ยอายุสูงมากๆ ส่วน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งค่าเฉลี่ยอายุต่ำกว่ามาก 

และการยุบพรรคอนาคตใหม่ลงไปนั้น ก็ส่งผลทั้งตัวแทนของคนหนุ่มสาวที่เลือก พร้อมกับการทำให้ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นไปอีก

#รจต – รู้จักแตกต่าง ส่วนนี้ พยายามอธิบายถึง ความแตกต่างแบบสองแง่มุม คือ เอาเข้าจริง ทุกคนที่ยังอายุน้อยย่อมต้องมีความเป็นขบถในตัวเอง แต่ขบถแต่ละยุคสมัยก็จะมีความท้าทายที่แตกต่างกัน 

เขียนเป็นสมการเล่นๆ ประมาณนี้นะครับ ถ้า “ความเป็นหนุ่มสาว = ความเป็นขบถ” 
คนรุ่น 60-70 = ความเป็นขบถ + สงครามเย็น
คนรุ่น 90 = ความเป็นขบถ + Globalization
คนรุ่นนี้ = ความเป็นขบถ + Disruption 

ซึ่งนี่คือ ผลผลิตของยุคสมัย เราเลี่ยงไม่ได้

#กม. – คำนี้ ตอนแรกเราคิดว่าจะใช้คำว่า “เกมใหม่” เพื่อที่จะบอกว่า โลกใหม่คนรุ่นก่อนหน้าเข้าใจได้ยากแน่ๆ แต่ท้ายที่สุดสรุป คือคำว่า “กล้ามั้ย” เนื้อหาเป็นอย่างไรลองไปดูกันในคลิปนะครับ

แถมท้ายด้วย ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าที่เราเอามาทำเป็นภาพ โดย 3 ภาพนี้ที่พยายามจะเล่าถึงว่า คนแต่ละรุ่นมีความต้องการแตกต่างกัน  ถ้าเป็นคนอายุน้อยก็จะอยากให้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา และการประกันการว่างงานมากกว่า  ในทางกลับกัน คนสูงอายุก็ต้องการงบประมาณด้านสุขภาพ และเงินบำนาญที่มากขึ้น 

 ภาพที่สองแสดงว่า คนทุกรุ่นเห็นตรงกันว่า ในประเทศเรา ทหาร/กองทัพ มีอิทธิพลต่อการทำงานของรัฐบาลมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ และแม้แต่ประชาชน ซึ่งเมื่อโยงกับภาพที่ 3 คือ เมื่องบประมาณมีจำกัด หากประชาชนต้องการลดงบประมาณลง ควรลดงบประมาณด้านใดเป็นอย่างแรก … คงไม่ต้องเฉลยนะครับ ให้ข้อมูลบอกเองนะครับ 🙂  

 

“ประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็นของ KIPCHOGE” #2HRMarathonBarrier

“ประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็นของ KIPCHOGE” #2HRMarathonBarrier

“สถิติโลกทำไปแล้ว แต่วันนี้คือการเขียนประวัติศาสตร์…”

ประวัติศาสตร์ที่ว่ามนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดมาราธอนที่ต่ำกว่า สองชม. ได้เรียบร้อยแล้ว สถิติอย่างไม่เป็นทางการวันนี้ คือ 1 ชม. 59 นาที กับ 40.2 วินาที โดย ELIUD KIPCHOGE นักวิ่งชาวเคนย่า เจ้าของ สถิติโลก 3 เหรียญโอลิมปิก 8 เหรียญงานวิ่งมาราธอนระดับ Majors

และใครที่คิดว่า การวิ่ง INEOS 1:59 CHALLENGE มาราธอนครั้งนี้ คือ เก่งกาจของ Eliud Kipchoge อย่างเดียว นี่คงไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ

มัน คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนา การออกแบบ และทีมเวิร์คซึ่งทั้งหมดมาบรรจบกันเลยนะครับ

ในรายการนี้ มีคนวิ่งรอบๆ เป็น PACEMAKERS ซึ่งจะเปลี่ยนตลอดเส้นทาง ประมาณ 10-15 นาทีเปลี่ยนกรุ๊ปนึงตลอดเส้นทางใช้ PACEMAKERS 41 คน

ภาพจาก:
https://www.ineos159challenge.com

เส้นทางที่วิ่งที่เวียนนา ก็เป็นทางตรงเป็นส่วนใหญ่

จะกินเจลเติมพลังก็มีจักรยานส่งให้เรื่อยๆ ไม่เหมือนการแข่งจริงที่ต้องหยิบบนโต๊ะ

รายการนี้ แม้ Kipchoge ทำสำเร็จก็จะไม่นับเป็นสถิติโลกนะครับ แต่ Kipchoge ไม่สน เพราะแกบอก แกอยากจะสร้างประวัติศาสตร์มากกว่า เหมือนคนแรกที่ไปดวงจันทร์

“Berlin was running and breaking a world record – Vienna is running and making history, like the first man to go to the moon.”

Berlin ที่แกพูดถึง คือ สถิติโลกของแกเองเมื่อปี 2018 ที่ Berlin Marathon คือ 2:01:39

ภาพข่าวที่จะลงข่าวทั่วโลก คงเป็นภาพจังหวะเข้าเส้นชัย
แต่ถ้าจะได้ดูตลอดการวิ่ง จะมี pacemaker วิ่งประกบ หน้า 5 คน หลังอีก 2 คน มีจักรยานประกบข้างอีก 2 คัน มีรถ audy ยิงเลเซอร์ที่พื้นถนนตลอดเส้น ช่วยคุมความเร็ว

มีเพียงจังหวะก่อนเข้าเส้นชัยเพียง 600 เมตรสุดท้ายเท่านั้นที่ Kipchoge ฉายเดียว celebate การเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้คนเดียว

ภาพจาก:
https://www.ineos159challenge.com/news/history-is-made-as-eliud-kipchoge-becomes-first-human-to-break-the-two-hour-marathon-barrier/

นี่แหละ ประวัติศาสตร์ ที่เรามักไม่เห็นเบื้องหลัง

#2HRMarathonBarrier
#NoHumanIsLimited