5 เหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องระวัง “มหาเศรษฐี” ในการทำบุญช่วยประเทศ

5 เหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องระวัง “มหาเศรษฐี” ในการทำบุญช่วยประเทศ

จริงๆ การทำบุญ ก็นับเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะถ้าดูรากศัพท์ภาษาฝรั่งของคำว่า Philanthropy (การทำบุญ) มีรากศัพท์จากจากลาติน ของคำสองคำ คือ คำว่า “philos – ความรัก” กับ “Anthro – ชีวิตมนุษย์ (ความเป็นมนุษย์)” ซึ่งความหมายก็ คือ เพราะรักในความเป็นมนุษย์ หรือ การช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งแน่นอนนัยยะของมันเป็นเรื่อง ‘ของปัจจุบัน’ ไม่เกี่ยวอะไรกับ ‘โลกหน้า’ เหมือนการทำบุญแบบที่จะหวังผลอนาคตนะครับ

ไอเดียที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็มาจากการดูทอล์กโชว์ “Patriot Act” ของ Hasan Minhaj ใน Netflix ซึ่งจำได้ว่าดูไว้นานแล้ว แต่เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ เลยอยากเก็บประเด็นมา แล้วแอบบวกๆ สิ่งที่อยากพูดบ้างมาเล่าให้ฟังครับ

ในตอน “Why Billionaires Won’t Save Us” (ลิงค์อยู่ด้านล่างสุดนะครับ) Hasan Minhaj พยายามอธิบาย ปัญหาของการบริจาคเงินของเหล่ามหาเศรษฐีไว้หลายอย่างเลย สรุปเป็นข้อๆ เลยแล้วกัน

(1) การบริจาคเงินกลายเป็นสิ่งที่ให้ความชอบธรรมกับวิธีที่เขาเหล่านั้นหาเงิน ไม่ว่าจะถูกหรือไม่ถูกก็ตาม
และมันจะทำให้เราไม่ตั้งคำถามถึงการได้มาของความมั่งคั่งเหล่านั้น ซึ่งปัญหาของการไม่ตั้งคำถาม หลายครั้งจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไป

(2) การบริจาคเงินโดยเหล่ามหาเศรษฐีนี้ สร้าง smock screen ที่บังตาเรา จนทำให้ผู้คนในสังคมหลงเชื่อในความดีของเขา และกลบเกลื่อนความผิดบางอย่างของเขา จะมองไม่เห็นความไม่เป็นธรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้น เช่น การผูกขาด การใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้บริโภค ความร่ำรวยจากการสร้างสินค้าที่ไม่ก่อประโยชน์จากสังคม ฯลฯ

(3) เรามักหลงเชื่อว่า เหล่ามหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จนั้น เป็นยอดมนุษย์ คิดถูก ทำถูก ฉลาดกว่าคนทั่วไป และจะยอมเชื่อว่าการเข้ามามีบทบาทในประเด็นสาธารณะเหล่านั้นจะต้องถูกต้อง และคาดหวังความสำเร็จได้ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เสมอไป เพราะความสำเร็จทางธุรกิจเป็นเรื่องเฉพาะแม้ว่า เขาจะทำรายได้มากมายก็จริง แต่หากลงไปดูในรายละเอียดทั้งนั้น มันมีทั้งดีและแป้กผสมปนเปกันอยู่เสมอ

ในส่วนนี้ เขายกตัวอย่างของ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กที่แม้จะประสบความสำเร็จในเฟสบุค แต่พอมาทำเรื่องการศึกษาจริงๆ ก็แป้กและเอาเข้าจริงที่ว่าเอาเงินมาทำบุญลงกับการศึกษาเยอะ สัดส่วนของเงินที่ลงถึงตัวเด็กนักเรียน อุปกรณ์การเรียนก็ไม่ได้มากอย่างที่คุย แต่ไปลงกับเรื่องบริหารจัดการอื่นๆ มากกว่าซึ่งก็คาดหวังเรื่องการลดภาษี

(4) ในมุมของมหาเศรษฐี บ่อยครั้งมักใช้ช่องทางกม. เพื่อจ่ายภาษีนั้นน้อยลง เค้ายกตัวอย่าง การบริจาคเงินของบริษัทที่ทำ GoPro นั้น ช่วงที่โคตรรวยก็ตั้งมูลนิธิแล้วบริจาคเงินเพื่อลดการจ่ายภาษี พอตอนรายได้ไม่มากก็ลดเงินบริจาคลง เพราะไม่จำเป็นต้องให้เยอะ

(5) ในฉากหน้าของการบริจาคเงิน หรือ จะให้ภาพว่าเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล หรือ ทำงานร่วมกันก็ตาม พวกเราในฐานะประชาชนย่อมเห็นภาพที่สวยงามอยู่แล้ว แต่ฉากหลังก็การเจรจาต่อรองกันแบบที่สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ง่ายและไม่ได้นี้ น่ากลัวนะครับว่า มีโอกาสที่ภาคธุรกิจหรือเอกชนขนาดใหญ่ ที่ยอมร่วมงาน ร่วมบุญ จะได้โอกาส / ประโยชน์ จากผู้กำหนดนโยบาย หรือสามารถกำหนดทิศทางของนโยบายภาครัฐ ที่ให้ทำเพื่อประโยชน์ให้ตัวเองได้ในอนาคต มากกว่าคนที่ไม่ร่วมในงานบุญแบบนี้

พูดง่ายๆ ใครร่วมด้วย ก็เจรจาอะไรย่อมง่ายกว่าคนอื่นๆ ที่เป็นรายเล็กรายน้อย หรือ แม้ว่าการเห็นหัวประชาชนด้วยก็ตาม

ดังนั้น ประชาชนควรจับตาให้ดีว่า การทำบุญที่รัฐจะเสนอนั้น รัฐจะเอาประโยชน์อะไรเข้าแลกหรือไม่ หรือจะทำให้เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีน้อยลงหรือไม่

ข้อเสนอที่ดีที่สุดและเป็นหัวใจใหญ่ของเรื่องนี้ ผมว่าอยากให้มอง 2 เรื่องนะครับ

โจทย์ใหญ่และยาว คือ ต้องจัดการมาตรการ “ภาษีต่างๆ ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ตั้งแต่ภาษีทรัพย์สิน ภาษีจาก capital gain tax ต่างๆ ฯลฯ
เพราะตัวระบบภาษีหลักคิดใหญ่ๆ คือ แบ่งสรรปันส่วนรายได้ของผู้คนในสังคมมาใช้ในกิจกรรมสาธารณะ และเพื่อ “ช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ก็คือ ย่อหน้าแรกของบทความนี้นั่นแหละครับ

โจทย์เฉพาะหน้าตอนนี้ในการต่อสู้กับ Covid-19 ที่ต้องการความร่วมมือ ความคิดเห็นต่างๆ ช่องทางปกติทางการเมืองก็มีอยู่แล้วนะครับ คือ ให้สภาต้องคิดและทำหน้าที่ของตัวเอง

พูดก็พูดนะครับ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน (มีทั้งสองฝ่ายจริงๆ) ต่างพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการลงพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน เพราะถ้าไม่ลงพื้นที่คราวหน้าก็ไม่หวังจะมาเดินหาเสียง

ประเด็น คือ ตัวแทนประชาชนเค้ารู้ดีครับว่าต้องทำอะไร แต่บ้านเรามีคนอีกหลายส่วนที่ทำหน้าที่สาธารณะแต่ไม่ได้มาจากประชาชน ความรับผิดชอบต่อผู้คนเลยไม่มีมากพอจะให้เค้าเหล่านั้น ต้องลงพื้นที่และรับรู้ปัญหาจริงของคน

การเอาพี่เอาน้องเอาเพื่อนเอาฝูงที่ลอยจากฟ้าสวรรค์ มานั่งหลอกกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน นี่แหละครับ คือ การทำภาษีที่ควรจะใช้ประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องเสียเปล่าครับ

เบื้องหลัง Daily in Depth #ผนงรจตกม

เบื้องหลัง Daily in Depth #ผนงรจตกม

อยากชวนทุกคนลองชมรายการ the standard daily x tdri
ประจำเดือน มีนาคม นี้นะครับ เราตั้งชื่อตอนว่า ผนงรจตกม. 

ซึ่งจริงๆ ก็เป็นปรากฎการณ์ใน social media ที่น้องๆ ที่จัดกิจกรรมงานบอลนำเสนอความคิดกันนะครับ

โดยเบื้องหลังไอเดียจริงๆ ก็มาจากการประชุมของทีมงานทั้งหมดนะครับ ว่าอยากพูดประเด็นว่าด้วยความต่างของ Generation ที่แสดงออกกันบนพื้นที่ทางการเมืองนะครับ

(สำหรับใครที่อยากดูก่อนสามารถข้ามไปดูด้านท้ายของโพสเลยนะครับ ส่วนต่อไปจะเล่าถึงไอเดียและเนื้อหาในรายการครับ)

เราเลยพยายามหาคีย์เวิร์ดเป็นตัวแกนของการเล่าเรื่อง ซึ่งพอใช้ชื่อตอนว่า – ผนงรจตกม นี่ก็เรียกแขกได้มากเลย

ทำให้ยอดคนดูสดของทั้ง facebook และ YouTube สูงกว่าค่าเฉลี่ยพอตัวเลยครับ

ซึ่งจากชื่อตอน #ผนงรจตกม ที่ยาวๆ เราเลยพยายาม ตัดช่วง ให้เป็นกลุ่มข้อความ 3 ช่วง เพื่อให้ทั้งคนเล่าเรื่อง (ทั้ง ดร.สมเกียรติ และ คุณต๊ะ พิภู) และคนดู มีจังหวะช่วงที่พักหายใจ และ Conceptual Idea ได้ง่ายขึ้น

เราเลยแยกเป็นกลุ่มคำ 3 กลุ่ม และเป็น 3 แกนเนื้อหา คือ

#ผนง – “ผู้นำงง” ส่วนนี้ เราพยายามจะพูดถึงปรากฎการณ์ที่บอกว่า ผู้นำงง (จะใช้คำอื่นก็ไม่ว่ากันนะครับ) มีทุกยุคทุกสมัย และทีมเราพยายามสำรวจข้อมูลว่า ระบบการเมืองแบบปิด นี่มีส่วนทำให้ผู้นำงงได้ง่ายมากๆ โดยดูแค่อายุก็ได้นะครับ

ว่า สนช. / สว. ที่เลือกกันเอง ค่าเฉลี่ยอายุสูงมากๆ ส่วน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งค่าเฉลี่ยอายุต่ำกว่ามาก 

และการยุบพรรคอนาคตใหม่ลงไปนั้น ก็ส่งผลทั้งตัวแทนของคนหนุ่มสาวที่เลือก พร้อมกับการทำให้ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นไปอีก

#รจต – รู้จักแตกต่าง ส่วนนี้ พยายามอธิบายถึง ความแตกต่างแบบสองแง่มุม คือ เอาเข้าจริง ทุกคนที่ยังอายุน้อยย่อมต้องมีความเป็นขบถในตัวเอง แต่ขบถแต่ละยุคสมัยก็จะมีความท้าทายที่แตกต่างกัน 

เขียนเป็นสมการเล่นๆ ประมาณนี้นะครับ ถ้า “ความเป็นหนุ่มสาว = ความเป็นขบถ” 
คนรุ่น 60-70 = ความเป็นขบถ + สงครามเย็น
คนรุ่น 90 = ความเป็นขบถ + Globalization
คนรุ่นนี้ = ความเป็นขบถ + Disruption 

ซึ่งนี่คือ ผลผลิตของยุคสมัย เราเลี่ยงไม่ได้

#กม. – คำนี้ ตอนแรกเราคิดว่าจะใช้คำว่า “เกมใหม่” เพื่อที่จะบอกว่า โลกใหม่คนรุ่นก่อนหน้าเข้าใจได้ยากแน่ๆ แต่ท้ายที่สุดสรุป คือคำว่า “กล้ามั้ย” เนื้อหาเป็นอย่างไรลองไปดูกันในคลิปนะครับ

แถมท้ายด้วย ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าที่เราเอามาทำเป็นภาพ โดย 3 ภาพนี้ที่พยายามจะเล่าถึงว่า คนแต่ละรุ่นมีความต้องการแตกต่างกัน  ถ้าเป็นคนอายุน้อยก็จะอยากให้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา และการประกันการว่างงานมากกว่า  ในทางกลับกัน คนสูงอายุก็ต้องการงบประมาณด้านสุขภาพ และเงินบำนาญที่มากขึ้น 

 ภาพที่สองแสดงว่า คนทุกรุ่นเห็นตรงกันว่า ในประเทศเรา ทหาร/กองทัพ มีอิทธิพลต่อการทำงานของรัฐบาลมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ และแม้แต่ประชาชน ซึ่งเมื่อโยงกับภาพที่ 3 คือ เมื่องบประมาณมีจำกัด หากประชาชนต้องการลดงบประมาณลง ควรลดงบประมาณด้านใดเป็นอย่างแรก … คงไม่ต้องเฉลยนะครับ ให้ข้อมูลบอกเองนะครับ 🙂  

 

“ประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็นของ KIPCHOGE” #2HRMarathonBarrier

“ประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็นของ KIPCHOGE” #2HRMarathonBarrier

“สถิติโลกทำไปแล้ว แต่วันนี้คือการเขียนประวัติศาสตร์…”

ประวัติศาสตร์ที่ว่ามนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดมาราธอนที่ต่ำกว่า สองชม. ได้เรียบร้อยแล้ว สถิติอย่างไม่เป็นทางการวันนี้ คือ 1 ชม. 59 นาที กับ 40.2 วินาที โดย ELIUD KIPCHOGE นักวิ่งชาวเคนย่า เจ้าของ สถิติโลก 3 เหรียญโอลิมปิก 8 เหรียญงานวิ่งมาราธอนระดับ Majors

และใครที่คิดว่า การวิ่ง INEOS 1:59 CHALLENGE มาราธอนครั้งนี้ คือ เก่งกาจของ Eliud Kipchoge อย่างเดียว นี่คงไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ

มัน คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนา การออกแบบ และทีมเวิร์คซึ่งทั้งหมดมาบรรจบกันเลยนะครับ

ในรายการนี้ มีคนวิ่งรอบๆ เป็น PACEMAKERS ซึ่งจะเปลี่ยนตลอดเส้นทาง ประมาณ 10-15 นาทีเปลี่ยนกรุ๊ปนึงตลอดเส้นทางใช้ PACEMAKERS 41 คน

ภาพจาก:
https://www.ineos159challenge.com

เส้นทางที่วิ่งที่เวียนนา ก็เป็นทางตรงเป็นส่วนใหญ่

จะกินเจลเติมพลังก็มีจักรยานส่งให้เรื่อยๆ ไม่เหมือนการแข่งจริงที่ต้องหยิบบนโต๊ะ

รายการนี้ แม้ Kipchoge ทำสำเร็จก็จะไม่นับเป็นสถิติโลกนะครับ แต่ Kipchoge ไม่สน เพราะแกบอก แกอยากจะสร้างประวัติศาสตร์มากกว่า เหมือนคนแรกที่ไปดวงจันทร์

“Berlin was running and breaking a world record – Vienna is running and making history, like the first man to go to the moon.”

Berlin ที่แกพูดถึง คือ สถิติโลกของแกเองเมื่อปี 2018 ที่ Berlin Marathon คือ 2:01:39

ภาพข่าวที่จะลงข่าวทั่วโลก คงเป็นภาพจังหวะเข้าเส้นชัย
แต่ถ้าจะได้ดูตลอดการวิ่ง จะมี pacemaker วิ่งประกบ หน้า 5 คน หลังอีก 2 คน มีจักรยานประกบข้างอีก 2 คัน มีรถ audy ยิงเลเซอร์ที่พื้นถนนตลอดเส้น ช่วยคุมความเร็ว

มีเพียงจังหวะก่อนเข้าเส้นชัยเพียง 600 เมตรสุดท้ายเท่านั้นที่ Kipchoge ฉายเดียว celebate การเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้คนเดียว

ภาพจาก:
https://www.ineos159challenge.com/news/history-is-made-as-eliud-kipchoge-becomes-first-human-to-break-the-two-hour-marathon-barrier/

นี่แหละ ประวัติศาสตร์ ที่เรามักไม่เห็นเบื้องหลัง

#2HRMarathonBarrier
#NoHumanIsLimited

สังคมอายุยืน กับ คำสาปของกฤษณะ

สังคมอายุยืน กับ คำสาปของกฤษณะ

สไลด์ประกอบคำบรรยาย “สังคมอายุยืน เรื่องของคนทุกวัย”
ณ อาคารอเนกประสงค์ มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน)
วันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562

https://www.kokoyadi.com/wp-content/uploads/2019/09/Longivity_MuseumSiam.pdf 

รายละเอียดการพูดจะตามมาหลังบรรยาย (หลายๆ วันครับ 55+)

#แก่อยู่ได้ #สังคมอายุยืน #สังคมของคนทุกวัย

มองหลักสูตรนิเทศ-วารสารฯ ในอนาคต

มองหลักสูตรนิเทศ-วารสารฯ ในอนาคต

วันนักข่าวที่ผ่านมา มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ผมเรื่อง “มุมมองหลักสูตรนิเทศ-วารสารศาสตร์ในอนาคตอย่างไร เลยอยากเอามาแชร์ใหฟังดูนะครับ ว่าผมคิดยังไง

ซึ่งโจทย์ใหญ่ ทีมสัมภาษณ์ วางประเด็นไว้ 2-3 ประเด็นดังนี้นะครับ
-มองหลักสูตรนิเทศฯ วารสารฯ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาอย่างไร
-ปัจัยอะไรที่มีผล ต่อหลักสูตรนิเทศ วารสารฯ (ขยายต่อจากคำตอบด้านบน)
-เทรนด์การเรียนการสอนในอนาคตจะไปในทิศทางใด และอะไรที่ควรปรับเพิ่มมาเพื่อตอบรับกับสื่อในอนาคต

เลยตอบไปแล้ว ซึ่งปรากฏในบทสัมภาษณ์ ตามนี้ครับ

…สิ่งที่เห็นชัดเจนในหลักสูตร นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ในช่วง 5 ถึง 10 ปีที่ผ่านมา คือภาพรวมที่เป็นด้าน บวกมากขึ้น เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและ ปรับตัวของทุกสถาบันที่เกิดขึ้น พยายาม ที่จะทำให้เป็น “digital journalism” มาก ขึ้น และมีพื้นที่ให้นักศึกษาลองเล่น อะไรเยอะขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ ดี แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เทรนด์ ของนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ว่าใน อนาคตควรจะเป็นไปในทิศทางใด

“มีอยู่ 2 ประเด็น ที่อยากเห็น ในหลักสูตรคณะนิเทศฯ หรือวารสารฯ ก็ตาม นั่นคือ

1.มีวิชาตัวเบา คือ การ เข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้ยึดติดกับอะไร และต้องพยายามปรับตัวได้เร็ว พร้อมที่ จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะว่าโจทย์วันนี้เปลี่ยนไป แค่ทักษะการอ่านออกเขียน ได้ ไม่เพียงพอแล้วในปัจจุบัน เพราะใน แต่ละวันนี้มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้เสมอ เช่น Data literacy ความรอบรู้ด้านข้อมูล, Health literacy ความรอบรู้ ด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ Digital literacy ทำให้มีความต้องการความรู้เฉพาะทาง เฉพาะด้าน มากขึ้น และบทบาทของ สื่อมวลชนต้องไวต่อเรื่องพวกนี้และปรับ เปลี่ยนได้ตลอดเวลา”

“เพราะทุกวันนี้ น้ำหนักข่าวไปอยู่ ในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์ หลายๆ อย่างถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเร็วขึ้น เช่น 3-4 ปีที่ผ่านมา video journalism มาแรงมากๆในบ้านเรา แต่ วันนี้งานวิจัยของต่างประเทศ บอกว่า เทรนด์ของปี 2562 นี้ วิดีโอจะลดลง
แต่เทรนด์ของ broadcast จะเพิ่มขึ้น และเทรนด์ของ Text ของตัวหนังสือ จะ เพิ่มขึ้นกลับมาทำให้คนอ่านอีกครั้ง ด้วย เงื่อนไขของการปรับ “อัลกอริทึม” ของ บริษัทที่เราใช้โซเชียลมีเดียกัน ฉะนั้นจะ ทำอย่างไรก็ได้ให้หลักสูตรนิเทศฯ วารสารฯ เหมือนมีวิชาตัวเบา” เขายกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้น เช่น Data literacy นักข่าวควรรู้ว่าข้อมูลแบบ ไหนที่นักข่าวจะเข้าถึงได้ และแบบไหนเข้า ถึงไม่ได้ มารยาทของการเข้าถึง อะไร ที่สามารถนำไปเผยแพร่ได้ และมากน้อย แค่ไหน มันควรหรือไม่

เช่น กรณีที่ นักข่าวไปหาข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของ นักร้องคนไทยที่ไปเติบโตโด่งดังในเกาหลี ถึงขั้นไปที่บ้านสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย แม้ ในมุมการเป็นคนสาธารณะ ควรเข้าถึงได้ แต่มารยาทในการเข้าถึงข้อมูล และนำ มาเผยแพร่เหมาะสมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ เป็นหัวใจของคำว่า privacy เส้นแบ่ง ที่มักถูกตั้งคำถามตลอดเวลา ประเด็น เหล่านี้จำเป็นต้องมี literacy ความฉลาดรู้ ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ

2. นักข่าวในอนาคต ควรมีความรู้แบบตัว “T” อันอาจจะดู สวนทางกันกับข้อแรก ที่ควรรู้ทุกเรื่อง เพราะนักข่าวจะถูกพูดถึงเสมอว่าเป็น เหมือน “เป็ด” รู้ได้ทุกอย่าง แต่ความรู้ แบบตัว T คือ การมีความรู้ที่ “เจาะลึก” เฉพาะทางที่ตัวเองควรจะเป็น มุมลึกที่ตัว เองสนใจเฉพาะด้านเป็นพิเศษ นักข่าวรู้ กว้างจริง แต่มุมของการรู้ลึก เรายังถูก ตั้งคำถามอยู่กันเยอะ สมัยก่อน

ถ้าบอก ว่านักข่าวทำอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็เขียน ถ่ายรูป แต่ไม่เคยมีใครตั้งคำถามว่านักข่าว ควรจะรู้เรื่อง Coding หรือไม่ ควรจะรู้ เรื่องกระบวนการด้านข้อมูลหรือไม่ เช่น เวลาพูดถึง Data journalism มันคือ วารสารศาสตร์เชิงข้อมูล ความสามารถ ของนักวารสารศาสตร์ จึงควรมีความรู้ ในเรื่องของ Data ด้านการเก็บข้อมูล ประมวลผลใช้ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ ฟังดูเหมือนมันห่างไกลกันมาก แต่จุดที่ สำคัญคือ ตอนนี้ในสังคมเรามีข้อมูลเยอะ มาก เพราะฉะนั้น การทำข่าวที่มีความรู้กว้างรู้ลึก มันจะช่วยตอบโจทย์สังคม”

นักข่าวพยายามจะช่วยกันยกระดับ ให้สังคมมีความเป็นเหตุผล มีความรู้ หาข้อมูลได้ดีขึ้นหรือเปล่า เช่น เรื่อง ไสยศาสตร์ เรื่องลี้ลับ และเชื่อมโยงให้ มันเป็นเหตุเป็นผล คำถามคือคนในสังคม จะมีความเชื่อมั่นกับสื่อมวลชนมากน้อย แค่ไหน เพราะทุกวันนี้ ถึงขั้นมีคำพูด ที่ว่าใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ ก็เป็นอย่าง นั้นจริงๆ เพราะนักข่าวไม่ได้มีความ สามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ได้ ทุกเรื่อง

แต่กลับกัน ด้วยแพลตฟอร์ม อย่าง Social Media เช่น Facebook, Google มันช่วยให้คนที่อยู่ในเชิงลึก เรื่องนั้นๆ สามารถพูดด้วยภาษาของ เขา สื่อสารไปถึงคนอื่นๆ ได้ด้วย ทั้งที่ อันนี้เป็นบทบาทของนักข่าว แต่นักข่าว ไม่สามารถทำหน้าที่นั้นหรือบทบาทนี้ได้” “โจทย์จึงกลับมาที่ห้องเรียนของนิเทศฯ วารสารฯ ว่า การที่มี Active Learning คือห้องเรียนที่เป็นห้องทำงาน เป็นสนาม เรียนรู้ ลองของใหม่ๆ ตลอดเวลา มันจะ ช่วยหล่อหลอมคนอีกแบบหนึ่ง

ผมคิดว่า นี่เป็นหัวใจสำคัญ ที่การเรียนการสอน ในอนาคตควรจะปรับเพิ่ม หรือแม้แต่ คณะอื่นๆ การเรียนสาขาอื่นๆ ก็เป็น ไปในทางแนวโน้มแบบเดียวกัน เพราะ เทรนด์ของโลกเป็นไปแบบนี้ ทุกคนต้อง รู้ทุกกระบวนการ รู้ทุกอย่าง แต่ในขณะ เดียวกันก็ต้องมีโฟกัสของตัวเองด้วย มัน คือการ Balance กันในห้องเรียน ในสื่อ ปัจจุบันเองทุกวันนี้ผู้บริหารสื่อหลายคนรู้ อยู่แล้วว่าของหลายๆอย่างจะถูก Disruption ฉะนั้นการที่เขาถูก Disrupt กับการ ที่ Disrupt ตัวเอง ตัวผลลัพธ์มันต่างกัน เยอะ ถ้าถูก Disrupt นั่นคือนั่งรอ แต่ถ้า เรา Disrupt ตัวเอง เราก็จะได้ลองของ ใหม่ ล้มเอง เล่นเองก็จริง แต่ได้ของที่ ตัวเองกำหนดปลายทางได้…

สำหรับใครอยากอ่านความเห็นคนอื่นๆ ในเรื่องนี้ ติดตามได้ #นิเทศศาสตร์ Never Die
https://www.tja.or.th/books/34-journalist-day/4919–5-2561-

คำนำของหนังสือที่ไม่ได้ออก

คำนำของหนังสือที่ไม่ได้ออก

6 ปีที่แล้วเขียนหนังสือเสร็จ 1 เล่ม ส่วนสุดท้ายที่เขียน คือ คำนำ

เสียดายที่ไม่ได้ออกจริง เพราะเปลี่ยนบก. แล้ว ก็ถูกให้แก้ใหม่ เพิ่มเรื่องต่างๆ อีกเยอะ ด้วยความติสแดกเลยไม่เขียน แล้วก็วางแช่ทิ้งไว้ แต่ก็โชคดีนะที่ไม่ได้ออก เพราะไม่งั้นคงไม่ได้ทำอะไรเหมือนตอนนี้ 555+

และนี่ คือ คำนำของหนังสือที่ไม่ได้ออก

…”History has to be rewritten in every generation, because although the past does not change the present does”


C.Hill, The World Turned Upside Down

ข้อความที่ยกมาคงจะอธิบายความสำคัญของหนังสือเรื่อง “50 เรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาที่คุณต้องรู้” ในมือของคุณได้บ้างว่า “ประวัติศาสตร์ต้องถูกเขียนใหม่ทุกยุคสมัย เพราะแม้ว่าอดีตจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ปัจจุบันเปลี่ยน” และแน่นอนไม่มีข้อยกเว้นสำหรับประวัติศาสตร์อยุธยา แม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตจะจบไปนานมากแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันของเมื่อสิบปีที่แล้ว หรือยุคที่แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเหมือนวันนี้ได้อีกต่อไป คุณค่า กรอบการมองโลกของแต่ละยุคสมัยย่อมมีความแตกต่างกันออกไป และคุณค่าที่เปลี่ยนแปลงไป เราก็นำมามองประวัติศาสตร์ได้ไม่เหมือนกับคนรุ่นอื่นมอง หรือ แม้แต่คนคนเดียวกัน แต่ผ่านโลก ประสบการณ์มากขึ้นก็ย่อมมองบนแว่นตาที่เปลี่ยนแปลงไป

แน่นอน สถานะของวิชาประวัติศาสตร์ของในยุคนี้ หากคิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องท่องจำเนื้อหา ย่อมต้องถูกตราหน้าว่าล้าหลัง แต่หากถ้าสถานะของประวัติศาสตร์ คือการตั้งคำถาม ที่มาที่ไป เนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงได้ตามการเลือกใช้ข้อมูล หลักฐาน หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามถึงกระบวนการสร้างความรู้ ข้อมูลต่างๆ แล้วล่ะก็ การอ่านงานประวัติศาสตร์ในพ.ศ.นี้ ก็อาจเป็นแบบฝึกหัดในการคิด วิเคราะห์ ข้อมูลต่างๆ บนโลกของ social media อย่าง facebook twitter ให้มีทักษะที่ไวต่อการตั้งคำถามเนื้อหาที่มีมากมายบนโลกยุคนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ก็ได้มาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลายทั้งเอกสารชั้นต้น เอกสารชั้นรอง หนังสือ บนวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่ผู้เขียนพยายามที่จะชวนให้ผู้อ่านได้เห็นข้อมูลประวัติศาสตร์ว่า ไม่ได้มีเรื่องเล่าแบบเดียวเสมอไป และความสนุกของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนี้ คือ ความแตกต่างหลากหลายที่ต้องใช้จินตนาการไปพร้อมๆ กับการหลักการ ความเป็นเหตุเป็นผล มากกว่าการนั่งฟังประวัติศาสตร์อย่างเชื่องๆ ที่มีฉบับเดียว…