โจทย์ใหญ่ ประชาธิปัตย์

โจทย์ใหญ่ ประชาธิปัตย์

ไม่ว่าจะทางดีหรือแย่ก็ตาม คะแนนที่นั่ง สส. ปชป. 54 ที่นั่ง (ประมาณ 28 ชม. หลังปิดหีบ) ส่วนหนึ่งมาจาก การที่คุณอภิสิทธิ์ ประกาศไม่เอาคุณประยุทธ์ โดยให้เหตุผลว่า เป็นอุดมการณ์หลักของพรรค และเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา

และแม้ว่า คุณอภิสิทธิ์ จะประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้วก็ตาม แต่คำสัตย์ของประชาธิปัตย์ ต่อผู้ลงคะแนนเสียงว่า ไม่เอาประยุทธ์ เป็นส่วนหนึ่งในการลงคะแนนให้พรรคนี้

ถึงวันนี้ คนสำคัญหลายคนในพรรคปักมีดใส่อดีตหัวหน้าว่าพาเรือผิดทาง แต่กลับไม่ถามบทบาทของตัวเองในพื้นที่ต่างๆ

ด้านหนึ่ง ความยากของ ปชป. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ จะไปข้างไหนก็มีพรรคที่สุดกว่า จะไปทางไม่เอาทักษิณ ก็มีสายฮาร์ดคอร์กว่า จะไปทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย ต้านเผด็จการ ก็มีคนที่ชูธงประชาธิปไตยชัดเจน และมีหลักมั่นต้านเผด็จการแจ่มชัดกว่า

ถึงตอนนี้ โจทย์ใหญ่ของประชาธิปัตย์ จะไปฝั่งไหน ซึ่งบรรดากรรมการบริหารคงต้องคิดดี ว่าสรุปจะไปฝั่งไหนระหว่าง 
– เข้ากับพลังประชารัฐ โหวตให้ประยุทธ์ แล้วหักหลังคะแนนที่โหวตให้ตามคำเชื่อเรื่องอุดมการณ์หลัก ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต 
-เข้ากับฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านประยุทธ์และการสืบทอดอำนาจ

ซึ่งแน่นอนถ้าเรื่องฝั่งแรก คงจะได้ประโยชน์โภชน์ผลจากการเป็นรัฐบาลในระยะสั้น แต่การหักหลังคำสัตย์ต่อประชาชนที่เลือกมา จะสร้างตราบาปไว้กับชื่อของพรรค และแน่นอน อุดมการณ์ หลักการของพรรคคงเป็นคำหาเสียงสวยๆ ในการหาเสียงเท่านั้น และการเลือกตั้งครั้งหน้าชื่อประชาธิปัตย์คงได้หายจากการเมืองไทยแน่ๆ

ส่วนอนาคตของพรรค จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรคแล้วล่ะว่า จะตีความการพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างไร เพราะถ้าอยากปักธงในซีกของอนุรักษ์นิยม อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่จอมปักมีดของพรรคอยากให้เป็น คงจะช่วงชิงพื้นที่ขวาสุดอย่างคนอื่นเค้าไม่ได้ และไม่มีที่ทางให้กับทั้งคนที่อยากมีอนาคต และอนาคตของพรรคแน่นอน สุดท้ายพรรคนี้ ปิดจบประวัติศาสตร์ไม่สวยแน่ๆ

ส่วนตัวผมอยากเห็น impossible scenario ที่พรรค ปชป. ร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตย ปิดสวิตซ์ สว. แต่ไม่ร่วมรัฐบาล และคุณอภิสิทธิ์กลับมามีบทบาทนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ด้วยความที่ผมเชื่อว่า ความยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และความรู้ ความสามารถก็ไม่ด้อยกว่าใคร แล้วแก้รัฐธรรมนูญที่สร้างความปกติ มีความหวังกับอนาคตได้ ทำให้เด็กมันดู ว่าประเทศนี้มีความหวัง แล้วเลิกเล่นการเมืองแบบหล่อๆ ไปเลย

แต่นั่นคงฝันไกลไป ถ้าเอาใกล้และง่าย ก็แค่ให้กลับไปทำงานสถาบันวิชาการของพรรค สั่งสมองค์ความรู้ สร้างสถาบันที่เปิดพื้นที่ให้คนที่หลากหลาย เข้าถึงง่าย ไม่ใช่พรรคของคนแก่ แบบหาที่ทางให้อนาคตไม่เจอนะครับ

ป.ล. เขียนเพราะเห็นใจนะครับ ชีวิตนี้โหวต ปชป. มาหลายคะแนนแล้ว แต่ไม่ใช่ครั้งนี้นะครับ และใครอ่านถึงตรงนี้ กราบเลย ช่วงนี้ เขียนอะไรบ่อยๆ ก็ทนหน่อยนะครับ เค้าแค่อยากระบายยยยย 555+

‘ประชานิยม’ ที่ควร / ไม่ควรเลือก

‘ประชานิยม’ ที่ควร / ไม่ควรเลือก

เวลาคนพูดถึง “ประชานิยม” มักจะพูดถึงแต่มุมของ Populist Economics ที่จะพาให้คิดและยกตัวอย่าง ลาตินอเมริกา ที่สร้างภาระใช้งบประมาณมากๆ จนทำประเทศเสียหาย

แต่สิ่งที่คนไม่พูดถึงกันเท่าไหร่ คือ ประชานิยมที่ healthy และมันมีประโยชน์ต่อกระบวนการประชาธิปไตย เพราะประชานิยมที่สร้างขึ้นนโยบายตอบสนองผู้คนภายใต้ระบบการเมืองเปิด ช่วยให้รู้ว่าผู้นำทางการเมืองฟังเสียงคน ยอมให้การมีปากมีเสียงคงอยู่ในระบบการเมืองและสร้างความเปลี่ยนแปลง

ตลาดที่แข่งขันนโยบายสวัสดิการต่างๆ เป็นตัวตอบสนองความเข้าใจของกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ซึ่งโจทย์ใหญ่ของกระบวนการประชานิยมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คือ การทำอย่างไรให้แนวคิดต่างๆ ทางนโยบายเกาะยึดอยู่กับพรรคการเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สถาบันมากกว่าตัวบุคคล

การแข่งขันประชานิยมแบบนี้ มันน่ากลัวหรือไม่ส่วนใหญ่มันยึดโยงกับหลักของเหตุและผลในสังคม ถ้าสังคมที่เปิด ยอมให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียน อย่างที่มันควรจะเป็น สื่อทำหน้าที่บนฐานของความเป็นมืออาชีพ ประชานิยมแบบนี้ สำหรับผมไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะสังคมจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ของที่มีอยู่มันจะดีขึ้นได้อย่างไร

แต่ประชานิยมในมุมที่น่ากลัว คือ ประชานิยมที่เล่นกับอารมณ์ ความรู้สึก มากกว่าหลักการ เหตุผล

เพราะหากย้อนไปดู เจ้าพ่อของประชานิยม ทั่วโลก ล้วนแล้วแต่อยู่สร้างขึ้นภายใต้ บารมีของตัวบุคคลที่ยึดโยงกับ “ความรัก โลภ โกรธ หลง” ทั้งสิ้น หรือพูดอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า ตัวประชานิยมเอง บิ้วมาจากฐานอารมณ์ความรู้สึกของคน

ในหนังสือ ประชานิยม Very Short introduction ก็พูดถึง เจ้าพ่อประชานิยมใน อิตาลี ฝรั่งเศส โรมาเนีย สเปน ฯลฯ ก็ล้วนพยายามกุมหัวใจคน แรงปรารถนาจากการเชียร์กีฬา ด้วยการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล ของไทย ชื่อของทักษิณตอนซื้อแมนซิตี้ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของหนังสือเล่มนี้

โจทย์ของประชานิยม จึงเป็นเรื่องของการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก หลายครั้งผู้นำที่คนให้ความสนใจจึงต้องพยายามยึดโยงกับ วาทกรรมด้านศีลธรรม ความดี ความเลว ทำให้ประเด็นที่เล้าอารมณ์อย่าง อย่าง การประหารชีวิต ศีลธรรมเรื่องเพศ ผู้อพยพ วัฒนธรรม (ความรัก การยิ้มก็ด้วย) หรือแม้แต่ความรักชาติ ก็มักเป็นประเด็นถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือ สร้างความรัก ความเกียจชัง ตัวอย่างจาก ทรัมป์ ก็น่าจะพอช่วยให้เห็นภาพนะครับ

ค่ำคืนสุดท้ายของการขึ้นเวทีใหญ่ก่อนการเลือกตั้งนี้ ความสงบ ความรักชาติ อ้างการสละชีวิตที่คิดว่าเป็นหมัดเด็ดสำคัญของลุง อาจทำให้คนจำนวนนึงอยากเลือก แต่อยากให้ลองคิดดีๆ ว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเราเอาความสงบแลกกับอะไรบ้าง

คนจำนวนหนึ่งเอาความปกติสุขของเขาไปแลก
ความสงบสุขที่เราเห็นมาจากการทำลายความปกติของการทำงานด้านสื่อสารมวลชน ความปกติของกระบวนการตรวจสอบในทั้งรัฐสภา องค์กรอิสระต่างๆ ที่เค้าพยายามแปลงร่างให้กลายเป็นผู้เล่นทางการเมืองด้วยการเลือกกันเอง

จนคนรุ่นใหม่ที่ผมได้สัมผัสหลายคนไม่เชื่อว่าประเทศเราจะดีกว่านี้ได้
ด้วยเพราะคิดว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเห็น ต้องปล่อยให้คนดี ผูใหญ่ในบ้านในเมืองที่หวงว่า ความรักชาติ เป็นของเขาคนเดียว พอมีใครอยากชี้ชวนถึงอนาคตที่เขาอยากเป็น อยากเห็น ก็ทำลายเขาด้วยวิธีเก่าๆ ที่เคยเป็น

ประชานิยมที่เราควรเห็น คือ ประชานิยมที่คิดถึงความเป็นได้ในอนาคต ด้วยดีเบตที่แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ ประชานิยมจากความเกลียดชัง ความหวาดกลัวไม่ควรมีพื้นที่สำหรับการเมืองไทย

พรุ่งนี้ เลือกใคร ต้องไม่เลือกแค่ความกลัว หรือ ความเกลียดนะครับ

ไปให้สุดต้องหยุดลุง

“ทางรอดคนสื่อ”

“ทางรอดคนสื่อ”

สัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวชวนให้ไปคุยเรื่อง “ทางรอดคนสื่อ” พร้อมกับโจทย์เรื่อง Data Journalism ซึ่งแอบเดาว่า ทางสมาคมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญเลยชวนผมไปคุย

ส่วนตัวค่อนข้างแน่ใจว่า คำตอบเรา กับ ความคาดหวังของผู้จัด คงไม่ตรงกันแน่ๆ เลยพยายามสื่อสารและตีโจทย์ไว้ 3 -4 ประเด็น ขอแอบเอา Key Message มาเล่าไว้อีกทีนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่พยายามจะผลักดันให้เรื่องนี้เกิดจริงๆ ในไทยและไปรอดถึงฝั่ง

1. Data Journalism อาจไม่ใช่ทางรอดของคนสื่อ และทางรอดของ “คนสื่อ” โดยเฉพาะทางธุรกิจไม่สำคัญเท่ากับทางรอดของ “สื่อ” ต่อ Trust ของสังคม ที่ทุกวันนี้ Trust ต่อสังคมที่ยึดโยงกับสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยมันตกต่ำเกินกว่าจะให้ประชาชนศรัทธาในบทบาทของสื่อ

2. Data Journalism ที่มันเกิดมาเกือบ 200 ปีที่แล้ว มันเกิดจาก “ความไม่เชื่อ” ในผู้มีอำนาจ การตั้งถาม และพลังของการเอาข้อมูลที่มีมาต่อสู้ Mentality แบบนี้มันต้องการสื่อที่มีพลังคัดคานอำนาจ ความรู้ และสถานะทางสังคมของผู้มีอำนาจ

3. งาน Data Journalism ต้องการการทำงานเป็นทีม มีทักษะที่หลากหลาย และเข้าใจการทำงานพื้นฐานของกันและกัน การสร้าง Ecosystem ให้คนทำงานที่หลากหลายได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยนกัน ได้เห็นเครื่องมือของกันและกัน จะสร้างบรรยากาศและความร่วมมือใหม่ให้เกิดได้ คำถามว่าจะเอา “Coder มาเทรนเป็นนักข่าว หรือ จะเอานักข่าวมาเทรนเป็น Coder จึงเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจว่าโลกของการทำงานยุคใหม่เป็นอย่างไร

4. แม้ว่า ต้นทุนของ Data Journalism จะสูง แต่หลาย Business ในแง่ Content ก็สามารถทลายข้อจำกัดด้านการจ่ายเงินได้ ทั้งในรูปแบบของ Subscribe การมี Sponsor หรือแม้กระทั่งการบริจาค ดังนั้น ถ้าผลงานให้คำตอบสังคมได้ในแง่ของ Trust (ในข้อ1) เรื่องต้นทุนไม่ใช่ของยาก

5. Data Journalism เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วย Branding ให้สำนักข่าว เพราะคุณค่า ความน่าเชื่อถือในตัวมันเอง และที่สำคัญใครก็ลอกไม่ได้

ป.ล. บนเวที ผมเปิดประเด็นเรียกแขกว่า นักข่าวต้องเรียน Coding มั้ย ซึ่งก็สนุกดีนะครับที่คนเริ่มมาเถียงกัน สุดท้าย ก็มีสไลด์ที่เตรียมไปอันนึงพอเปิดเล่าให้ฟังจบ คุณสุทธิชัยหัวเราะใหญ่เลยนะครับ

วีดีโอ facebook live ของทาง ThaiPBS

https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/videos/247214969282712/  

 

ส่วนสไลด์ที่เตรียมไปอยู่ใน 
https://www.scribd.com/…/DataJournalism-%E0%B8%97%E0%B8%B2%…

.