“คุณได้ยินฉันไหม: ไม่มีใครเล็กเกินจะเปลี่ยนแปลงโลก” – เกรต้า ธุนเบิร์ก 

“คุณได้ยินฉันไหม: ไม่มีใครเล็กเกินจะเปลี่ยนแปลงโลก” – เกรต้า ธุนเบิร์ก 

Amarin How to / 355 บาท

หนังสือเล่มนี้มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นการรวบรวมการพูดในที่ต่างๆ ของ เกรต้า ธุนเบิร์ก ในช่วงปี 2018 หลังจากที่เธอหยุดเรียนประท้วงเรื่องสภาพภูมิอากาศที่นอกรัฐสภาสวีเดน จนถึงปลายปี 2019 รวม 16 ครั้ง ในเวลาเพียง 13 เดือนเท่านั้น 

ส่วนที่สองเป็นข้อเขียนที่ครอบครัวของเธอร่วมกันเขียนขึ้น โดยเฉพาะแม่ของเธอที่เล่าเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เรารู้จักครอบครัว และตัวตนของเธอมากขึ้น 

อย่างเช่นครอบครัวของเกรต้าที่คุณแม่เป็นนักร้อง Opera คุณพ่อเป็นมือเบสซึ่งทั้งสองนิยามตัวเองว่าเป็นคนทำงานด้านวัฒนธรรม Cultural worker ซึ่งทำงานอย่างมี passion ในงานที่ทำ สนใจประเด็นซีเรียสอย่างสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และผู้อพยพ รวมถึงการอ่านหนังสือประเภทต่างๆทางสังคมวัฒนธรรมที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดให้ลูกของเธอทั้งสองคนทั้งกีตาร์และบีเอสต้า 

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตของเกรต้าในวัย 11 ปีที่มีปัญหาด้านการกินอาหาร คือทานอาหารอะไรไม่ได้เป็นเวลากว่าสองเดือน ทำให้น้ำหนักจากเดิมที่ไม่มากอยู่แล้วลดลงไปกว่า 10 กิโล  ส่งผลต่อปัญหาทางร่างกายทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำชีพจรความดันเลือดก็มีปัญหาต้องส่งตัวเข้าโรงพยาบาลดูแลปัญหาทางร่างกายและรวมถึงการวินิจฉัยสภาพทางจิตของเธอ 

ในช่วงนั้นนักจิตวิทยาก็บอกกับแม่ของเธอว่าเกรต้ามีอาการ “แอสเพอร์เกอร์ซินโดรมแบบศักยภาพสูง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มออทิสติกรูปแบบหนึ่งที่คนมีภาวะแบบนี้จะมีความสามารถพิเศษสูงในบางเรื่อง มีพัฒนาการไม่ต่างจากเด็กปกติ แต่จะมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งในช่วงนั้น เกรต้าก็จะไม่พูดคุยกับใครเลย จะพูดคุยผ่านพ่อแม่เท่านั้น

ซึ่งปัญหาแบบที่เกรต้าเป็นอยู่ในโรงเรียนก็ยอมเป็นเรื่องแปลกสำหรับเพื่อนๆ และ แน่นอนเธอถูกแกล้งอย่างรุนแรง 

ในอีกมุมนึงเกรต้าเป็นเด็กฉลาดเธอมีความทรงจำแบบภาพถ่าย มีความสามารถในการจำชื่อเมืองหลวงทั้งโลก ตารางธาตุ และอะไรที่เธอสนใจอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนกระทั่งเธอสนใจทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนเอาคำตำหนิพ่อของเธอว่า “พ่อเพิ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไป 2.7 ตันจากการบินไปโน้นแล้วกลับมา นั่นเท่ากับการปล่อยก๊าซทั้งปีของคนห้าคนในเซเนกัล” จนในที่สุด ครอบครัวนี้ก็เลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน และใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเรือในการเดินทางข้ามประเทศแทน 

ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เกรต้าเท่านั้น แต่บีเอต้าน้องของเธอ ก็มีปัญหาโรคสมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ โรคดื้อต่อต้าน และมีอาการแอสเพอร์เกอร์ซินโดรมด้วย คือยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งเห็นใจครอบครัวเธอมากๆ ซึ่งก็ด้วยความสตรองของคุณแม่ก็พยายามหาทางออกในหลายๆ ทางแม้แต่การเข้าฟังงานบรรยายด้านจิตเวชวัยรุ่น ทำให้เราได้รู้ว่า ความไม่เท่าเทียมทางเพศของการศึกษาทางจิตเวชในวัยรุ่นเป็นอย่างไร เพราะการวินิจฉัย การประเมินการรักษา และข้อมูลต่างๆ ถูกอ้างอิงมาจากเด็กผู้ชายเท่านั้น 

แต่หนังสือก็ไม่ได้เศร้าขนาดนั้น เพราะก็มีเบื้องหลังฉากสำคัญที่เกรต้าหยุดเรียนประท้วง โดยการเตรียมตัวศึกษา พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ผ่านพ่อแม่ของเธอ การทำวิจัยฉบับย่อยๆ ว่าสื่อมวลชนรายงานข่าวเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศมากแค่ไหน และรวมถึงการเตรียมป้ายหยุดเรียนประท้วงด้วยเงินเพียง 20 โครนา (71 บาท) แต่เขย่าให้โลกฟังเธอ 

นี่ คือ ภาพแรกที่เกรต้า หยุดเรียนและนั่งประท้วงเพื่อสภาพภูมิอากาศ โดยมือถือของเธอที่ขอให้คนที่เดินผ่านคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้

ใครสนใจลองหาอ่านได้ครับ และกำไรของหนังสือเล่มนี้ เกรต้าและครอบครัวจะมอบให้องค์กรการกุศลต่างๆ แปดแห่งที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เด็กที่เป็นโรค และสิทธิสัตว์ด้วย 

“How to avoid a climate disaster” – โลกต้องไม่ร้อนไปกว่านี้

“How to avoid a climate disaster” – โลกต้องไม่ร้อนไปกว่านี้

สนพ. Sophia – บิล เกตส์ เขียน มันตา คลังบุญคลอง แปล

เล่มนี้ชอบมากอ่านแล้วเปิดโลกดี เพราะเรื่อง “Climate disaster” หรือ “โลกรวน” สำหรับเราจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากในการทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนระดับโลก แต่ตั้งแต่บทเริ่มต้นของหนังสือพยายาม บิล เกตส์ ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ผ่านตัวเลขสองตัวคือ 51,000 ล้านตัน ที่เป็นปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกๆ ปี กับเลข 0 ที่เป็นเป้าหมายที่เราต้องลดลงให้ได้ 

อันที่จริงตัวเลข 51,000 ล้านตัน คืออะไรเราไม่มีทางนึกออกหรือจินตนาการได้เลย แต่หนังสือเล่มนี้พยายามค่อยๆ ฉายภาพเปรียบเทียบให้เราเห็นว่าเราต้องดีลกับ อะไรบ้างในแต่ละเรื่องและแต่ละเรื่องมีความยากและซับซ้อนแตกต่างกันระดับไหน 

ตัวอย่างเช่น เวลามีคนบอกว่าอุตสาหกรรมบางอย่างเปลี่ยนวิธีการใช้พลังงานทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมได้ถึง 17 ล้านตัน มันก็ฟังดูเยอะดีใช่ไหม แต่เค้าบอกว่าลองเอา 51,000 ล้านตัน ไปหารดูแล้วจะรู้ว่ามันช่วยโลกได้มากน้อยแค่ไหน ความเป็นจริงคือ 0.03% ของที่พูดมา นั่นแปลว่าอะไร อาจจะดีก็ได้ถ้ามันมีศักยภาพพัฒนาได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่ถ้าตัวเลขมันหยุดแค่ 17 ล้านตันแค่นั้นมันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ได้ 

และโครงของหนังสือเล่มนี้ เอาตัวเลข 51,000 ล้านตัน เป็นตัวตั้ง แล้วอธิบายว่า…

27% คือ การใช้ไฟฟ้าและทิศทางมันเป็นยังไง เราควรจัดการยังไงกับมันต่อในแง่ของพลังงานต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ชีวมวล ก๊าซ นิวเคลียร์

35% คือ การผลิตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต ตั้งแต่ ซีเมนต์ เหล็ก พลาสติก 

19% คือ การเพาะปลูกต่างๆ ทั้งภาคเกษตรอุตสาหกรรมสัตว์ 

16% คือ การเดินทางในทุกรูปแบบของมนุษย์ทั้งรถยนต์ เรือ เครื่องบิน

และ 7% สุดท้ายที่แยกออกมาสำหรับเรื่องการดับร้อนและคลายหนาวของมนุษย์อย่างเดียวคือการใช้แอร์และเครื่องทำความร้อนต่างๆ 

ซึ่งในแต่ละเรื่องที่ว่ามา ก็มีความเฉพาะตัวมากๆ เช่นเรื่อง เช่นการผลิตพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานที่แตกต่างกันมันใช้พื้นที่ต่างกัน อย่างฟาร์มโซล่าใช้พื้นที่มากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเกือบ 50 เท่า ส่วนฟาร์มกังหันลมใช้พื้นที่มากกว่าฟาร์มโซล่าเป็น 10 เท่า 

บางเรื่องเป็นเรื่องของราคาที่จัดการยาก เพราะราคาที่เราใช้อยู่มันมีราคาถูกมาก เมื่อเทียบราคาแบบกรีนพรีเมี่ยมที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับช่วยลดคาร์บอน  ตลาดให้ใส่ใจความกรีนแต่แพงมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย จึงต้องเร่งหากลไกด้านนโยบายและนวัตกรรมเป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการ 

หรืออย่าง ปัญหา “มีเทน” ที่เป็นก๊าสเรือนกระจกตัวสำคัญที่มาจากจาก อึ เรอ ตด ของวัว  อันนี้ก็ตลกดี พันธุ์วัวในแอฟริกาครองแชมป์ปล่อยก๊าซมีเทนมากกว่าวัวในแถบอเมริกา วัวในยุโรปปล่อยน้อยที่สุดเพราะมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ลำไส้ผลิตมีเทนได้น้อยกว่า หรือบางแห่ง นักวิทยาศาสตร์พยายามให้ฉีดยาให้วัวเพื่อลดแบคทีเรียที่ผลิตมีเทนในลำไส้ของวัว

ที่น่าสนใจสำหรับผม คือ บิล เกสต์ พยายามชี้ให้เห็นว่า คนรวยและคนรายได้ปานกลาง คือ กลุ่มที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนมากที่สุด แต่คนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีส่วนในการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีนโยบายในการช่วยเหลือกลุ่มเปาะบางต่างๆ การบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภูมิอากาศแปรปรวน และในทางการเมืองเรื่องโลกร้อนมันเลยจัดการไม่ง่ายในเชิงสร้างที่เกี่ยวพันกับชนชั้นทั้งทางสังคม และชนชั้นมุมที่ระดับประเทศแบบประเทศรวย/จน ที่ต้องการเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย

“Stop reading the news” – มืดบอดเพราะอ่านข่าว

“Stop reading the news” – มืดบอดเพราะอ่านข่าว

Rolf Dobelli สำนักพิมพ์ WeLearn

เล่มนี้สนุกดีชวนให้คนเลิกอ่านข่าวกัน ใจความหลักๆ คือข่าว ทำลายเวลาชีวิต ทำลายพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยเฉพาะเรื่องสมาธิ เสียพื้นที่สมอง ไม่ช่วยให้คนเข้าใจโลกหรือตัดสินใจได้ดีขึ้น และรวมถึงการทำให้เรามีอคติจากข่าวที่เราเสพเยอะๆ เพราะมันครอบครองพื้นที่สมองของเรา เค้าเปรียบเทียบ “ข่าว” เป็นเหมือน น้ำตาล อาหารฟาสฟู๊ด ที่ส่งผลต่อจิตใจแบบเดียวกับที่น้ำตาลทำลายร่างกายคือมันเป็นของน่าลิ้มลอง ย่อยง่าย ไม่ได้ส่งผลเสียทันที แต่อันตรายเป็นอย่างยิ่งในระยะยาว คนเขียนเลยพยายามให้เราหักดิบ และเลิกดูข่าว ไปเลย  

อันหนึ่งที่ดีมากๆ เลยคือ เขาพยายามแยก “สิ่งสำคัญ”กับ “สิ่งใหม่ๆที่เพิ่งเกิดขึ้น” คนเขียนพยายามชวนเราให้ทดลองหาหนังสือพิมพ์เก่าๆ แบบผ่านไปนานๆ แล้วพลิกดูอ่านข่าวไปเรื่อยๆดูว่าข่าวพวกนั้นเป็นประโยชน์ต่อเรา ณ วันนี้จริงๆ หรือไม่

เค้ามองว่าข่าวทุกวันนี้มอง “สิ่งสำคัญ” คือ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนและเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจในแวดวงข่าว ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเราจริงๆ และมันทำให้พวกเราที่อินกับข่าวมากๆ มีกระบวนการตัดสินใจที่แย่ลง โดยเฉพาะต้องมานั่งคิดว่าอะไรสำคัญและไม่สำคัญสำหรับเราจริงๆ

คำแนะนำของเขาคือ คาดหวังให้เราเรียนรู้แบบเจาะลึก ใช้เวลากับ ข่าวเจาะสารคดีหรืออะไรที่มันเป็นชิ้นยาวๆ ให้เห็นความลึกและความซับซ้อนของโลกที่มันเป็น ไม่ใช่ของที่ฉาบฉวยอย่างข่าว

ในมุมของคนทำคอนเทนท์ เล่มนี้ประเด็นน่าสนใจเยอะเลย อย่างเช่น ควรวาง Hyperlink หรือคลิปวีดีโอในเว็บคอนเทนท์หรือไม่ เราควรสร้างแรงกระตุ้นที่ดึงดูดเกินควรต่อการสร้างให้คนอ่านมีสมาธิหรือไม่ 

ใครสนใจลองหาอ่านดูนะครับ มันมีประเด็นที่ในฐานะคนทำคอนเทนท์ก็เกิดคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าเราไม่ตามข่าวหรือความเป็นไปเป็นมาของบ้านเมืองที่มันผุๆ พังๆ อย่างที่แถวนี้ จะทำให้เราเป็นพวก Ignorant ไปหรือเปล่า ซึ่งในเล่มนี้ก็มีทางออกหลายทางที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ว่าเราจะมีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้นจากการไม่อ่านข่าวสั้นๆ ได้อย่างไร หรือแม้แต่บทท้ายๆ ก็ยังพูดถึงบทบาทของความเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ 

ป.ล. ชอบบทสุดท้ายเป็นพิเศษที่เปรียบเปรยข่าวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ แต่โพสต์ไม่ได้ ใครเจอหน้าถามได้ครับ