ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา: อภิชาต  x อิสร์กุล

ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา: อภิชาต  x อิสร์กุล

สำนักพิมพ์มติชน

ชื่อตัวเล็กๆ ที่ต่อท้าย คือ “สมรภูมิเศรษฐกิจการเมืองไทยกับประชาธิปไตยที่ไม่ลงหลักปักฐาน” หนังสือเล่มนี้มาจากงานวิจัยเรื่อง “การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำกับการสร้างระบบประชาธิปไตยในช่วงปี 2475 ถึง 2500” ที่พยายามทำความเข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และการปฏิวัติ 2475 จนถึงการรัฐประหารปี 2500 

เริ่มต้นปัญหาของเรื่องนี้คือ ระบบกรรมสิทธิ์โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน ที่เกิดขึ้นจากความต้องการข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นสูง ทำให้สยามต้องขยายพื้นที่การเพาะปลูก เริ่มมีการลงทุนในที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อการผลิตข้าว การขุดคลองในช่วงสมัย ร.4 ถึง ร.5 หลายเส้นเป็นส่วนสำคัญในการเปิดพื้นที่ปลูกข้าว จากการดำเนินการของรัฐบาลที่ดำเนินการขุดคลองเองจนถึงการให้มีระบบสัมปทานในการขุดคลองของเอกชน ทำให้เริ่มมีการจับจองที่ดินขึ้น และกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ เจ้านายและขุนนางที่ใกล้ชิด  ชาวนาจึงกลายเป็นผู้เช่าที่ดินของบรรดาเจ้านายและขุนนางในการทำการเพาะปลูกข้าวในรอบๆ เขตพระนครและภาคกลาง 

การบุกเบิกที่ดินรกร้างนำมาสู่การครอบครองที่ดินและสร้างประโยชน์ทางทรัพย์สินให้กับชนชั้นนำ ในทางกลับกัน แม้ว่าชาวนาจะได้ประโยชน์จากการทำเกษตรและราคาข้าวจากตลาดโลกในบางช่วงจะดีขึ้นก็ตาม แต่การไม่เข้าถึงกรรมสิทธิ์และต้องจ่ายค่าเช่านับเป็นความเหลื่อมล้ำที่ที่เกิดจากทรัพย์สินนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเจ้าที่ดินที่เป็นชนชั้นสูงกับสามัญชนที่เป็นชาวนา 

จนมาถึงหลังการปฏิวัติ 2475 ผู้นำระบบใหม่พยายามจะปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะถูกต่อต้านจากชนชั้นเจ้าที่ดินอย่างรุนแรง ซึ่งนี้ก็เป็นส่วน หนึ่งของเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดีพนมยงค์ที่ถูกกล่าวหาว่ามีแนวทางแบบคอมมิวนิสต์ 

หนังสือเล่าไว้ได้น่าสนใจมากว่า อีกฝ่ายหนึ่งพยายามโต้ปรีดีว่า “ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสยามมิได้อดอยากแร้นแค้น รายได้และฐานะการกินอยู่ของราษฎรดีกว่าทุกๆ ประเทศในภาคพื้นทวีปเอเชีย” คุ้นๆ มั้ยครับ และดีเบตเรื่องการครอบครองที่ดินก็ต่อสู้ยาวมาจนถึงปี 2500 ซึ่งมีรายละเอียดปีกย่อยเยอะเลย แต่คงไม่ต้องเดานะครับว่าจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง 

การต่อสู้เรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้อยู่เพียงการครอบครองที่ดินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นเรื่องทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ การจัดการมรดก ที่เป็นประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายคณะราษฎร ความสนุกของประเด็นนี้ คือการลากยาวไปถึงปูมหลังที่มาของทรัพย์สินของพระคลังข้างในสมัย ร.4 ว่ามีปัญหาอย่างไร (เล่าถึงขั้นว่าเงินพระคลังข้างที่มีไม่พอจัดงานพระศพสมเด็จพระจอมเกล้าจนต้องไปยืมเงินกรมสมเด็จพระสุดารัตน์มาใช้) และการปฏิรูปในสมัย ร.5 ในการดึงอำนาจคืนจากขุนนางเก่า การสร้างระบบราชการใหม่ และ และใช้กลไกข้าราชการในการเก็บภาษี และให้ทุกอย่างรวมศูนย์มาไว้ที่องค์พระมหากษัตริย์ ทั้งหมดนั้น ช่วยนำมาซึ่งความมั่นคงทางการคลังที่มากขึ้น แต่จะกระจายประโยชน์สู่ราษฎรมากน้อยเพียงใดต้องไปดูที่การจัดสรรงบประมาณด้านการคลัง

โดยด้านงบประมาณการคลัง ความแซ่บของบทนี้คือ การเปรียบเทียบเรื่องรายจ่ายด้านต่างๆ ในช่วงก่อนและหลัง 2475  เช่น รายจ่ายส่วนพระมหากษัตริย์ ด้านการสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการทหาร ซึ่งสรุปเร็วๆ คือ รายจ่ายก่อน 2475 ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อรักษาความสงบภายใน รักษาผลประโยชน์และเสริมสร้างสถานะของชนชั้นปกครองมากกว่าการคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษา/สาธารณสุขสำหรับประชาชน 

ซึ่งหากเราอ่านประวัติศาสตร์แล้ว เห็นความพยายามของชนชั้นนำในการสนับสนุนการศึกษา/ สาธารณสุขเป็นชิ้นๆ คงซาบซึ้งใจอยู่บ้างแต่หากลองเปรียบเทียบกับภาพใหญ่ เช่น 

(1) สัดส่วนงบประมาณ ในหนังสือเล่าให้ฟังว่า โรงเรียนเป็นกลไกในการรักษาสถานะทางสังคมเดิมของชนชั้นขุนนาง อย่างเช่น โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบก็เป็นที่ศึกษาของเชื้อพระวงศ์และลูกหลานของตระกูลขุนนาง พอเริ่มมีสามัญชนอยากเข้าถึงการศึกษาเช่นนี้โรงเรียนก็เริ่มเก็บค่าเล่าเรียนเพื่อกีดกันสามัญชนไม่ให้เข้าเรียนได้โดยง่าย

ส่วนโรงเรียนราษฎรอย่างโรงเรียนประถมวัดมหรรณพารามที่เป็นโรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรก ก็มีจำกัดและพัฒนาอย่างเชื่องช้าสัดส่วนการให้การสนับสนุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับงบประมาณของโรงเรียนสำหรับชนชั้นสูง ในหนังสือเล่าว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกนำไปอุดหนุนการศึกษาระดับมัธยมและภาคภาษาอังกฤษสำหรับชนชั้นสูงเพื่อเตรียมความพร้อมให้บรรดาเชื้อพระวงศ์ที่จะไปศึกษาต่อที่ยุโรป

(2) หรือการเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการปฏิรูปในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างการปฏิรูปประเทศสมัยเมจิที่ญี่ปุ่น ข้อมูลในปี พ.ศ. 2453 คือหลังปฏิรูปประมาณสองทศวรรษ สัดส่วนของนักเรียนทั้งชายและหญิงในช่วงอายุ 7-14 ปีของไทยอยู่ในโรงเรียนเพียง 15% ในขณะที่ญี่ปุ่นในช่วงอายุเดียวกันอยู่ในโรงเรียนแล้วถึง 98%

ด้านการสาธารณสุขก็เช่นเดียวกัน แม้การแพทย์สมัยใหม่เริ่มเข้ามาในสยามแล้ว แต่การจัดบริการสาธารณสุขเกิดขึ้นจากแรงจูงใจในการทำบุญทานทำทานมากกว่าจะยอมรับว่ากิจการสาธารณสุขเป็นหน้าที่ของรัฐ การเร่งสร้างโรงพยาบาลในต่างจังหวัด การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ ล้วนเกิดขึ้นจริงและส่งผลต่อประเทศ หลังการปฏิวัติ 2475 อย่างกระทรวงสาธารณสุขเกิดขึ้นหลัง 2475 เดิมกรมสาธารณสุขมาจากกรมพยาบาลที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย 

หากลองดูงบประมาณ บริการด้านสาธารณสุขต่อหัวประชากร ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อยู่ที่ 0.11 บาท/คน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 บาท/คน และเพิ่มเป็น 4 บาท/คนในช่วงปี 2500 

ใครสนใจ รากของประวัติศาสตร์ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาในเชิงโครงสร้างทางการเมืองลองหาอ่านกันได้ครับ 

“คุณได้ยินฉันไหม: ไม่มีใครเล็กเกินจะเปลี่ยนแปลงโลก” – เกรต้า ธุนเบิร์ก 

“คุณได้ยินฉันไหม: ไม่มีใครเล็กเกินจะเปลี่ยนแปลงโลก” – เกรต้า ธุนเบิร์ก 

Amarin How to / 355 บาท

หนังสือเล่มนี้มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นการรวบรวมการพูดในที่ต่างๆ ของ เกรต้า ธุนเบิร์ก ในช่วงปี 2018 หลังจากที่เธอหยุดเรียนประท้วงเรื่องสภาพภูมิอากาศที่นอกรัฐสภาสวีเดน จนถึงปลายปี 2019 รวม 16 ครั้ง ในเวลาเพียง 13 เดือนเท่านั้น 

ส่วนที่สองเป็นข้อเขียนที่ครอบครัวของเธอร่วมกันเขียนขึ้น โดยเฉพาะแม่ของเธอที่เล่าเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เรารู้จักครอบครัว และตัวตนของเธอมากขึ้น 

อย่างเช่นครอบครัวของเกรต้าที่คุณแม่เป็นนักร้อง Opera คุณพ่อเป็นมือเบสซึ่งทั้งสองนิยามตัวเองว่าเป็นคนทำงานด้านวัฒนธรรม Cultural worker ซึ่งทำงานอย่างมี passion ในงานที่ทำ สนใจประเด็นซีเรียสอย่างสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และผู้อพยพ รวมถึงการอ่านหนังสือประเภทต่างๆทางสังคมวัฒนธรรมที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดให้ลูกของเธอทั้งสองคนทั้งกีตาร์และบีเอสต้า 

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตของเกรต้าในวัย 11 ปีที่มีปัญหาด้านการกินอาหาร คือทานอาหารอะไรไม่ได้เป็นเวลากว่าสองเดือน ทำให้น้ำหนักจากเดิมที่ไม่มากอยู่แล้วลดลงไปกว่า 10 กิโล  ส่งผลต่อปัญหาทางร่างกายทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำชีพจรความดันเลือดก็มีปัญหาต้องส่งตัวเข้าโรงพยาบาลดูแลปัญหาทางร่างกายและรวมถึงการวินิจฉัยสภาพทางจิตของเธอ 

ในช่วงนั้นนักจิตวิทยาก็บอกกับแม่ของเธอว่าเกรต้ามีอาการ “แอสเพอร์เกอร์ซินโดรมแบบศักยภาพสูง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มออทิสติกรูปแบบหนึ่งที่คนมีภาวะแบบนี้จะมีความสามารถพิเศษสูงในบางเรื่อง มีพัฒนาการไม่ต่างจากเด็กปกติ แต่จะมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งในช่วงนั้น เกรต้าก็จะไม่พูดคุยกับใครเลย จะพูดคุยผ่านพ่อแม่เท่านั้น

ซึ่งปัญหาแบบที่เกรต้าเป็นอยู่ในโรงเรียนก็ยอมเป็นเรื่องแปลกสำหรับเพื่อนๆ และ แน่นอนเธอถูกแกล้งอย่างรุนแรง 

ในอีกมุมนึงเกรต้าเป็นเด็กฉลาดเธอมีความทรงจำแบบภาพถ่าย มีความสามารถในการจำชื่อเมืองหลวงทั้งโลก ตารางธาตุ และอะไรที่เธอสนใจอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนกระทั่งเธอสนใจทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนเอาคำตำหนิพ่อของเธอว่า “พ่อเพิ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไป 2.7 ตันจากการบินไปโน้นแล้วกลับมา นั่นเท่ากับการปล่อยก๊าซทั้งปีของคนห้าคนในเซเนกัล” จนในที่สุด ครอบครัวนี้ก็เลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน และใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเรือในการเดินทางข้ามประเทศแทน 

ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เกรต้าเท่านั้น แต่บีเอต้าน้องของเธอ ก็มีปัญหาโรคสมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ โรคดื้อต่อต้าน และมีอาการแอสเพอร์เกอร์ซินโดรมด้วย คือยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งเห็นใจครอบครัวเธอมากๆ ซึ่งก็ด้วยความสตรองของคุณแม่ก็พยายามหาทางออกในหลายๆ ทางแม้แต่การเข้าฟังงานบรรยายด้านจิตเวชวัยรุ่น ทำให้เราได้รู้ว่า ความไม่เท่าเทียมทางเพศของการศึกษาทางจิตเวชในวัยรุ่นเป็นอย่างไร เพราะการวินิจฉัย การประเมินการรักษา และข้อมูลต่างๆ ถูกอ้างอิงมาจากเด็กผู้ชายเท่านั้น 

แต่หนังสือก็ไม่ได้เศร้าขนาดนั้น เพราะก็มีเบื้องหลังฉากสำคัญที่เกรต้าหยุดเรียนประท้วง โดยการเตรียมตัวศึกษา พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ผ่านพ่อแม่ของเธอ การทำวิจัยฉบับย่อยๆ ว่าสื่อมวลชนรายงานข่าวเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศมากแค่ไหน และรวมถึงการเตรียมป้ายหยุดเรียนประท้วงด้วยเงินเพียง 20 โครนา (71 บาท) แต่เขย่าให้โลกฟังเธอ 

นี่ คือ ภาพแรกที่เกรต้า หยุดเรียนและนั่งประท้วงเพื่อสภาพภูมิอากาศ โดยมือถือของเธอที่ขอให้คนที่เดินผ่านคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้

ใครสนใจลองหาอ่านได้ครับ และกำไรของหนังสือเล่มนี้ เกรต้าและครอบครัวจะมอบให้องค์กรการกุศลต่างๆ แปดแห่งที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เด็กที่เป็นโรค และสิทธิสัตว์ด้วย 

“How to avoid a climate disaster” – โลกต้องไม่ร้อนไปกว่านี้

“How to avoid a climate disaster” – โลกต้องไม่ร้อนไปกว่านี้

สนพ. Sophia – บิล เกตส์ เขียน มันตา คลังบุญคลอง แปล

เล่มนี้ชอบมากอ่านแล้วเปิดโลกดี เพราะเรื่อง “Climate disaster” หรือ “โลกรวน” สำหรับเราจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากในการทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนระดับโลก แต่ตั้งแต่บทเริ่มต้นของหนังสือพยายาม บิล เกตส์ ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ผ่านตัวเลขสองตัวคือ 51,000 ล้านตัน ที่เป็นปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกๆ ปี กับเลข 0 ที่เป็นเป้าหมายที่เราต้องลดลงให้ได้ 

อันที่จริงตัวเลข 51,000 ล้านตัน คืออะไรเราไม่มีทางนึกออกหรือจินตนาการได้เลย แต่หนังสือเล่มนี้พยายามค่อยๆ ฉายภาพเปรียบเทียบให้เราเห็นว่าเราต้องดีลกับ อะไรบ้างในแต่ละเรื่องและแต่ละเรื่องมีความยากและซับซ้อนแตกต่างกันระดับไหน 

ตัวอย่างเช่น เวลามีคนบอกว่าอุตสาหกรรมบางอย่างเปลี่ยนวิธีการใช้พลังงานทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมได้ถึง 17 ล้านตัน มันก็ฟังดูเยอะดีใช่ไหม แต่เค้าบอกว่าลองเอา 51,000 ล้านตัน ไปหารดูแล้วจะรู้ว่ามันช่วยโลกได้มากน้อยแค่ไหน ความเป็นจริงคือ 0.03% ของที่พูดมา นั่นแปลว่าอะไร อาจจะดีก็ได้ถ้ามันมีศักยภาพพัฒนาได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่ถ้าตัวเลขมันหยุดแค่ 17 ล้านตันแค่นั้นมันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ได้ 

และโครงของหนังสือเล่มนี้ เอาตัวเลข 51,000 ล้านตัน เป็นตัวตั้ง แล้วอธิบายว่า…

27% คือ การใช้ไฟฟ้าและทิศทางมันเป็นยังไง เราควรจัดการยังไงกับมันต่อในแง่ของพลังงานต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ชีวมวล ก๊าซ นิวเคลียร์

35% คือ การผลิตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต ตั้งแต่ ซีเมนต์ เหล็ก พลาสติก 

19% คือ การเพาะปลูกต่างๆ ทั้งภาคเกษตรอุตสาหกรรมสัตว์ 

16% คือ การเดินทางในทุกรูปแบบของมนุษย์ทั้งรถยนต์ เรือ เครื่องบิน

และ 7% สุดท้ายที่แยกออกมาสำหรับเรื่องการดับร้อนและคลายหนาวของมนุษย์อย่างเดียวคือการใช้แอร์และเครื่องทำความร้อนต่างๆ 

ซึ่งในแต่ละเรื่องที่ว่ามา ก็มีความเฉพาะตัวมากๆ เช่นเรื่อง เช่นการผลิตพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานที่แตกต่างกันมันใช้พื้นที่ต่างกัน อย่างฟาร์มโซล่าใช้พื้นที่มากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเกือบ 50 เท่า ส่วนฟาร์มกังหันลมใช้พื้นที่มากกว่าฟาร์มโซล่าเป็น 10 เท่า 

บางเรื่องเป็นเรื่องของราคาที่จัดการยาก เพราะราคาที่เราใช้อยู่มันมีราคาถูกมาก เมื่อเทียบราคาแบบกรีนพรีเมี่ยมที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับช่วยลดคาร์บอน  ตลาดให้ใส่ใจความกรีนแต่แพงมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย จึงต้องเร่งหากลไกด้านนโยบายและนวัตกรรมเป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการ 

หรืออย่าง ปัญหา “มีเทน” ที่เป็นก๊าสเรือนกระจกตัวสำคัญที่มาจากจาก อึ เรอ ตด ของวัว  อันนี้ก็ตลกดี พันธุ์วัวในแอฟริกาครองแชมป์ปล่อยก๊าซมีเทนมากกว่าวัวในแถบอเมริกา วัวในยุโรปปล่อยน้อยที่สุดเพราะมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ลำไส้ผลิตมีเทนได้น้อยกว่า หรือบางแห่ง นักวิทยาศาสตร์พยายามให้ฉีดยาให้วัวเพื่อลดแบคทีเรียที่ผลิตมีเทนในลำไส้ของวัว

ที่น่าสนใจสำหรับผม คือ บิล เกสต์ พยายามชี้ให้เห็นว่า คนรวยและคนรายได้ปานกลาง คือ กลุ่มที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนมากที่สุด แต่คนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีส่วนในการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีนโยบายในการช่วยเหลือกลุ่มเปาะบางต่างๆ การบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภูมิอากาศแปรปรวน และในทางการเมืองเรื่องโลกร้อนมันเลยจัดการไม่ง่ายในเชิงสร้างที่เกี่ยวพันกับชนชั้นทั้งทางสังคม และชนชั้นมุมที่ระดับประเทศแบบประเทศรวย/จน ที่ต้องการเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย

“Stop reading the news” – มืดบอดเพราะอ่านข่าว

“Stop reading the news” – มืดบอดเพราะอ่านข่าว

Rolf Dobelli สำนักพิมพ์ WeLearn

เล่มนี้สนุกดีชวนให้คนเลิกอ่านข่าวกัน ใจความหลักๆ คือข่าว ทำลายเวลาชีวิต ทำลายพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยเฉพาะเรื่องสมาธิ เสียพื้นที่สมอง ไม่ช่วยให้คนเข้าใจโลกหรือตัดสินใจได้ดีขึ้น และรวมถึงการทำให้เรามีอคติจากข่าวที่เราเสพเยอะๆ เพราะมันครอบครองพื้นที่สมองของเรา เค้าเปรียบเทียบ “ข่าว” เป็นเหมือน น้ำตาล อาหารฟาสฟู๊ด ที่ส่งผลต่อจิตใจแบบเดียวกับที่น้ำตาลทำลายร่างกายคือมันเป็นของน่าลิ้มลอง ย่อยง่าย ไม่ได้ส่งผลเสียทันที แต่อันตรายเป็นอย่างยิ่งในระยะยาว คนเขียนเลยพยายามให้เราหักดิบ และเลิกดูข่าว ไปเลย  

อันหนึ่งที่ดีมากๆ เลยคือ เขาพยายามแยก “สิ่งสำคัญ”กับ “สิ่งใหม่ๆที่เพิ่งเกิดขึ้น” คนเขียนพยายามชวนเราให้ทดลองหาหนังสือพิมพ์เก่าๆ แบบผ่านไปนานๆ แล้วพลิกดูอ่านข่าวไปเรื่อยๆดูว่าข่าวพวกนั้นเป็นประโยชน์ต่อเรา ณ วันนี้จริงๆ หรือไม่

เค้ามองว่าข่าวทุกวันนี้มอง “สิ่งสำคัญ” คือ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนและเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจในแวดวงข่าว ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเราจริงๆ และมันทำให้พวกเราที่อินกับข่าวมากๆ มีกระบวนการตัดสินใจที่แย่ลง โดยเฉพาะต้องมานั่งคิดว่าอะไรสำคัญและไม่สำคัญสำหรับเราจริงๆ

คำแนะนำของเขาคือ คาดหวังให้เราเรียนรู้แบบเจาะลึก ใช้เวลากับ ข่าวเจาะสารคดีหรืออะไรที่มันเป็นชิ้นยาวๆ ให้เห็นความลึกและความซับซ้อนของโลกที่มันเป็น ไม่ใช่ของที่ฉาบฉวยอย่างข่าว

ในมุมของคนทำคอนเทนท์ เล่มนี้ประเด็นน่าสนใจเยอะเลย อย่างเช่น ควรวาง Hyperlink หรือคลิปวีดีโอในเว็บคอนเทนท์หรือไม่ เราควรสร้างแรงกระตุ้นที่ดึงดูดเกินควรต่อการสร้างให้คนอ่านมีสมาธิหรือไม่ 

ใครสนใจลองหาอ่านดูนะครับ มันมีประเด็นที่ในฐานะคนทำคอนเทนท์ก็เกิดคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าเราไม่ตามข่าวหรือความเป็นไปเป็นมาของบ้านเมืองที่มันผุๆ พังๆ อย่างที่แถวนี้ จะทำให้เราเป็นพวก Ignorant ไปหรือเปล่า ซึ่งในเล่มนี้ก็มีทางออกหลายทางที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ว่าเราจะมีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้นจากการไม่อ่านข่าวสั้นๆ ได้อย่างไร หรือแม้แต่บทท้ายๆ ก็ยังพูดถึงบทบาทของความเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ 

ป.ล. ชอบบทสุดท้ายเป็นพิเศษที่เปรียบเปรยข่าวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ แต่โพสต์ไม่ได้ ใครเจอหน้าถามได้ครับ