ทำไมในม็อบเราจึงเห็นการเคลื่อนไหว นักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย

ทำไมในม็อบเราจึงเห็นการเคลื่อนไหว นักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย

เมื่อวานนี้ เผอิญมีโอกาสได้เล่าเรื่อง Data Journalism ให้กับกลุ่มนักศึกษา 3 มหาวิทยาลัยที่ส่วนเป็นหนึ่งของ Data Incubator ที่อาจารย์พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามผลักดันให้เกิดในวิชาของกลุ่มคณะนิเทศศาสตร์จากทั้ง จุฬาฯ มศว. และศิลปากร

ผมเลยเตรียมเรื่องสั้นๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ไปพูด 3 เรื่อง แต่มีคนอยากรู้ว่าพูดอะไรไป โดยเฉพาะส่วนที่อาจารย์พิจิตราพูดถึงใน facebook ว่า “พี่โก้จาก TDRI โชว์ให้เห็นว่า นร. ที่ถูกลงโทษถูกใน รร. เป็นผู้หญิง กับ LGBTQ ในโรงเรียนต่างจังหวัดเยอะมาก ซึ่งก็วิเคราะห์ให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมในม็อบเด็กที่เกิดมาจากปัญหาที่สะสมจน เด็กมันมาเดินถนนทุกวันนี้”

เลยจะเอาแค่ 1 เรื่องในส่วนนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ ซึ่งจริงๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ทีมพวกเราทำข้อมูลไปออกรายการที่ The Standard X TDRI ตอน “เปิดเบื้องหลังม็อบนักเรียนไทย เมื่อห้องเรียนไทยวิ่งตามเด็กไม่ทัน”

Key Message ของตอนนี้ คือ เมื่อพ่อแม่ส่วนใหญ่ทั้งระดับโลกและไทยต่างเลี้ยงดูลูกเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่โรงเรียนที่เป็นพื้นที่เพาะบ่มเด็กนักเรียนกลับเปลี่ยนแปลงไม่ทัน กฎระเบียบ วิธีการเรียนการสอนในโรงเรียนยังปรับตัวตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง ยังเป็นพื้นที่อำนาจนิยมที่ครูเป็นใหญ่

พวกเราเลยอยากรู้ว่าข้อสมมุตินี้จริงหรือไม่

จึงลองตั้งคำถามง่ายๆ ด้วย Google Form ที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร โดยตั้งคำถามไว้ 5 ข้อว่า

  1. คุณเอง ยังถูกทำโทษทางร่างกายในโรงเรียนอยู่หรือไม่?
  2. รูปแบบ ที่โดนลงโทษ
  3. สาเหตุ ที่โดนลงโทษ
  4. คิดว่าผลการเรียนของคุณอยู่ในระดับไหน
  5. โรงเรียนของคุณอยู่ในภาคไหน

โดยให้ผู้ตอบได้ตอบคำถามระบุเพศว่า เป็นชาย หญิง หรือ LGBTQ ไว้ด้วย

ซึ่งอันนี้ ผมก็ได้เล่าให้ทุกท่านฟังว่า อันนี้เป็นโจทย์ที่เราอยากรู้และลอง Survey แบบเร็วๆ มากๆ คือ ออกอากาศตอนค่ำ แต่คิดว่าอยากจะ Survey ถามน้องๆ กันตอน 11 โมงเช้าในวันนั้น ช่วงเที่ยงทีมก็ทำ Form พร้อม Banner สำหรับโพสใน Twitter และบรรดา Network ลูกเพื่อนหลานเพื่อนที่เรียนมัธยมให้ช่วยกันแชร์ ประกอบกับในวันนั้น มีคลิปครูฝึกสอนลงโทษเด็กด้วยการให้ยกเก้าอี้ลุกนั่งในห้องวิทยาศาสตร์ซึ่งมีคนแชร์กันระดับ 112K ทำให้แบบสอบถามนี้ ถึงช่วงหัวค่ำที่เราประมวลผลเพื่อไปออกอากาศก็มีคนตอบมาประมาณอีกนิดนึงก็ 100 คนพอดี (แต่ผลที่ประมวลไปโชว์ N=125 นะครับ)

แม้จะเป็น Survey แบบเร็วๆ แต่ผลที่ออกมาก็น่าประหลาดใจเล็กๆ นะครับว่า ทั้งที่ประเทศไทยยกเลิกการลงโทษนักเรียนด้วยวิธีรุนแรงมานานแล้ว แต่ยังมีนักเรียน 62 % ที่บอกว่ายังโดนทำโทษทางร่ายกายอยู่ โดยรูปแบบการทำโทษทางร่างกายที่มากที่สุด การตีด้วยสิ่งของ เช่น ไม้เรียวและอื่นๆ  แม้ว่าการลงโทษทางร่างกายจะยกเลิกไปตั้งแต่สมัยที่คุณจาตุรนต์ ฉายแสงเป็น รมต.ศึกษาธิการแล้วนะครับ

ส่วนสาเหตุที่ถูกทำโทษมากที่สุด คือ เรื่องการคุยเสียงดังในห้องเรียน และ การแต่งกายผิดระเบียบ

สำหรับผมแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ คือ ผมวางคำถามไว้ เรื่อง “โรงเรียนของคุณอยู่ในภาคไหน” เพราะอยากรู้ว่า Location มีผลต่ออัตราการลงโทษหรือไม่ ซึ่งด้วยจำนวนของการตอบแบบสอบถามไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะบอกอะไรได้

เราจึงลองเอาข้อมูลของคนตอบที่ว่าอยู่ใน กทม.และปริมณฑลออก เพื่อดูว่าต่างจังหวัดอยู่ในเรตที่ต่างๆ มากน้อยเพียงใด ซึ่งเห็นตัวเลขแล้ว แม้ไม่แปลกใจ แต่คิดไปคิดมายิ่งตกใจ เพราะตัวกลับเพิ่มจาก 62% เป็น 80% เลย

นั่นแปลว่า ยิ่งโรงเรียนต่างจังหวัด ยิ่งมีการลงโทษทางร่างกายอยู่มาก ยิ่งแสดงถึงอำนาจนิยมที่มีในโรงเรียนที่ยิ่งสูงมาก

และเมื่อเอาข้อมูลเรื่องเพศมาดู เลยเริ่มเข้าใจว่า ทำไมในม็อบเราจึงเห็นการเคลื่อนไหว นักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชายแบบสังเกตเห็นได้ชัดมาก

เพราะเมื่อดูข้อมูลรายเพศ นักเรียนชายมีเพียง 43% ที่ยังโดนลงโทษทางร่างกายอยู่ แต่เป็นนักเรียนหญิงและ LGBTQ ตัวเลขจะเพิ่มเป็น 68% และ 69% ตามลำดับ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่พื้นที่ในโรงเรียนที่วางความคาดหวังในกรอบการกระทำ การแต่งกาย จริยธรรม ฯลฯ บนความคาดหวังต่างๆ ทางเพศ เช่น ผู้ชายชนเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้หญิงต้องเรียบร้อย แต่งกายเหมาะสม (มากกว่าชาย) และ LGBTQ ก็คงมีกรอบเรื่องเพศสภาพที่ไม่ต่างกัน ทำให้โรงเรียนที่ใช้การลงโทษทางร่ายกายเป็นเครื่องมือในการควบคุมมาตรฐานที่ครูคาดหวัง

นักเรียนหญิงที่ถูกกำกับ การแต่งกาย พฤติกรรม ค่านิยมที่ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยจึงต้องแสดงออกคุณค่าอีกแบบที่สวนทางกับอำนาจที่ครอบไว้ พร้อมกันทั่วทุกหนแห่ง…

และเมื่อพอได้ทำเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกอย่างนึงมากๆ คือ เสียงและความรู้สึกปัญหาของผู้คนและเยาวชนในต่างจังหวัดหลายๆ เรื่องมันเขย่าและดังพอให้คนในประเทศได้รับรู้มากเพียงใด

และใครที่คิดว่าปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น เป็นมีคนอยู่เบื้องหลัง มีใครล้างสมองเด็กๆ อยู่นั้นล่ะก็ อาจต้องมองใหม่ว่า สังคมเทคโนโลยีข่าวสาร การเลี้ยงดูเยาวชนที่เป็น Global Citizen หล่อหลอมให้นักเรียนนักศึกษาวันนี้ เห็นโลกเร็ว เห็นโลกต่างๆ ไม่ยาก และรู้จักเลือกเปรียบเทียบแบบ Digital Native ปัดซ้าย ปัดขวา เลือกของรักคนรัก เลือกอนาคต เลือกตัวตนของตัวเองกว่าคนรุ่นก่อนหน้าแน่ๆ ครับ

การปฏิเสธอำนาจนิยมในโรงเรียนมันเลยลามถึงอำนาจนิยมในปริมณฑลอื่นๆ ได้ไม่ยากครับ

ป.ล. ใครสนใจดูวีดีโอฉบับเต็มได้ที่

เบื้องหลัง Daily in Depth #ผนงรจตกม

เบื้องหลัง Daily in Depth #ผนงรจตกม

อยากชวนทุกคนลองชมรายการ the standard daily x tdri
ประจำเดือน มีนาคม นี้นะครับ เราตั้งชื่อตอนว่า ผนงรจตกม. 

ซึ่งจริงๆ ก็เป็นปรากฎการณ์ใน social media ที่น้องๆ ที่จัดกิจกรรมงานบอลนำเสนอความคิดกันนะครับ

โดยเบื้องหลังไอเดียจริงๆ ก็มาจากการประชุมของทีมงานทั้งหมดนะครับ ว่าอยากพูดประเด็นว่าด้วยความต่างของ Generation ที่แสดงออกกันบนพื้นที่ทางการเมืองนะครับ

(สำหรับใครที่อยากดูก่อนสามารถข้ามไปดูด้านท้ายของโพสเลยนะครับ ส่วนต่อไปจะเล่าถึงไอเดียและเนื้อหาในรายการครับ)

เราเลยพยายามหาคีย์เวิร์ดเป็นตัวแกนของการเล่าเรื่อง ซึ่งพอใช้ชื่อตอนว่า – ผนงรจตกม นี่ก็เรียกแขกได้มากเลย

ทำให้ยอดคนดูสดของทั้ง facebook และ YouTube สูงกว่าค่าเฉลี่ยพอตัวเลยครับ

ซึ่งจากชื่อตอน #ผนงรจตกม ที่ยาวๆ เราเลยพยายาม ตัดช่วง ให้เป็นกลุ่มข้อความ 3 ช่วง เพื่อให้ทั้งคนเล่าเรื่อง (ทั้ง ดร.สมเกียรติ และ คุณต๊ะ พิภู) และคนดู มีจังหวะช่วงที่พักหายใจ และ Conceptual Idea ได้ง่ายขึ้น

เราเลยแยกเป็นกลุ่มคำ 3 กลุ่ม และเป็น 3 แกนเนื้อหา คือ

#ผนง – “ผู้นำงง” ส่วนนี้ เราพยายามจะพูดถึงปรากฎการณ์ที่บอกว่า ผู้นำงง (จะใช้คำอื่นก็ไม่ว่ากันนะครับ) มีทุกยุคทุกสมัย และทีมเราพยายามสำรวจข้อมูลว่า ระบบการเมืองแบบปิด นี่มีส่วนทำให้ผู้นำงงได้ง่ายมากๆ โดยดูแค่อายุก็ได้นะครับ

ว่า สนช. / สว. ที่เลือกกันเอง ค่าเฉลี่ยอายุสูงมากๆ ส่วน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งค่าเฉลี่ยอายุต่ำกว่ามาก 

และการยุบพรรคอนาคตใหม่ลงไปนั้น ก็ส่งผลทั้งตัวแทนของคนหนุ่มสาวที่เลือก พร้อมกับการทำให้ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นไปอีก

#รจต – รู้จักแตกต่าง ส่วนนี้ พยายามอธิบายถึง ความแตกต่างแบบสองแง่มุม คือ เอาเข้าจริง ทุกคนที่ยังอายุน้อยย่อมต้องมีความเป็นขบถในตัวเอง แต่ขบถแต่ละยุคสมัยก็จะมีความท้าทายที่แตกต่างกัน 

เขียนเป็นสมการเล่นๆ ประมาณนี้นะครับ ถ้า “ความเป็นหนุ่มสาว = ความเป็นขบถ” 
คนรุ่น 60-70 = ความเป็นขบถ + สงครามเย็น
คนรุ่น 90 = ความเป็นขบถ + Globalization
คนรุ่นนี้ = ความเป็นขบถ + Disruption 

ซึ่งนี่คือ ผลผลิตของยุคสมัย เราเลี่ยงไม่ได้

#กม. – คำนี้ ตอนแรกเราคิดว่าจะใช้คำว่า “เกมใหม่” เพื่อที่จะบอกว่า โลกใหม่คนรุ่นก่อนหน้าเข้าใจได้ยากแน่ๆ แต่ท้ายที่สุดสรุป คือคำว่า “กล้ามั้ย” เนื้อหาเป็นอย่างไรลองไปดูกันในคลิปนะครับ

แถมท้ายด้วย ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าที่เราเอามาทำเป็นภาพ โดย 3 ภาพนี้ที่พยายามจะเล่าถึงว่า คนแต่ละรุ่นมีความต้องการแตกต่างกัน  ถ้าเป็นคนอายุน้อยก็จะอยากให้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา และการประกันการว่างงานมากกว่า  ในทางกลับกัน คนสูงอายุก็ต้องการงบประมาณด้านสุขภาพ และเงินบำนาญที่มากขึ้น 

 ภาพที่สองแสดงว่า คนทุกรุ่นเห็นตรงกันว่า ในประเทศเรา ทหาร/กองทัพ มีอิทธิพลต่อการทำงานของรัฐบาลมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ และแม้แต่ประชาชน ซึ่งเมื่อโยงกับภาพที่ 3 คือ เมื่องบประมาณมีจำกัด หากประชาชนต้องการลดงบประมาณลง ควรลดงบประมาณด้านใดเป็นอย่างแรก … คงไม่ต้องเฉลยนะครับ ให้ข้อมูลบอกเองนะครับ 🙂  

 

Clip Promo “บทบาทของกรมราง กับ หลักเกณท์ในการกำหนดราคาและปรับราคาค่าโดยสารของรถไฟในประเทศไทย”

Clip Promo “บทบาทของกรมราง กับ หลักเกณท์ในการกำหนดราคาและปรับราคาค่าโดยสารของรถไฟในประเทศไทย”

ชวนชมคลิปวีดีโอ เรื่อง “บทบาทของกรมราง กับ หลักเกณท์ในการกำหนดราคาและปรับราคาค่าโดยสารของรถไฟในประเทศไทย” ความยาว 3:45 นาที

จะเข้าใจว่าทำไมประเทศไทยต้องมีกรมรางครับ

บทโดย Kokoyadi และ วิภาดา บุญเลิศ
กราฟฟิก โดย ThaninBeer
Animation โดย Cowboy_Punkrock

Drone – โดรน

Drone – โดรน

Infographics “Drone – โดรน” อากาศยานไร้คนขับ 

เผยแพร่ครั้งแรกในงาน TDRI Annual Public Conferance 2018 

เพื่อบอกเล่าถึง ความสวนทางกันระหว่าง การพัฒนาทางเทคโนโลยี และ ทัศนคติของภาครัฐในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลในช่วงเทคโนโลยีปั่นป่วน

โดรนถูกเริ่มพัฒนาโดยกองทัพสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2517 เพื่อใช้ในการสอดแนมและทิ้งระเบิด หลังจากนั้นโดรนจึงถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและราคาถูกลงเพื่อจำหน่ายเป็นโดรนใช้งานทั่วไป (Consumer drone)

เช่น การเล่นเป็นงานอดิเรก และถูกนำมาประยุกต์ทางการพาณิชย์มากขึ้น เช่น การถ่ายภาพมุมสูงสำรวจพื้นที่ก่อสร้างในธุรกิจการก่อสร้าง หรือประเมินเจริญเติบโตของพืชในธุรกิจเกษตร  การประยุกต์ใช้โดรนกำลังพัฒนาล้ำหน้ามากขึ้นเมื่อภาคธุรกิจในต่างประเทศเริ่มทดลองนำโดรนเข้ามาใช้ในการส่งพัสดุ เช่น บริษัทอีคอมเมิร์ซ Amazon.com Inc. ซึ่งทดลองการให้บริการ Amazon Prime Air ตั้งแต่ปี 2556

การนำโดรน มาใช้ในพื้นที่เปิดในลักษณะนี้สร้างความกังวลให้แก่องค์กรกำกับดูแลของรัฐว่าจะมีการนำไปใช้ละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน เนื่องจากโดรนมักประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพและวีดีโอ และสร้างอันตรายต่อชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน เช่น เกิดอุบัติเหตุชนกับอากาศยานอื่น

การกำกับดูแลโดรนของไทยอยู่ภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497[3]  และ พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และมีหน่วยงานกำกับดูแลการใช้ประโยชน์จากโดรน 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และ สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ผู้ใช้โดรนจะต้องขึ้นทะเบียน “ผู้ครอบครองโดรน” และเครื่องโดนกับสำนักงาน กสทช.[4]  และขึ้นทะเบียน “ผู้บังคับโดรน” กับสํานักงานการบินพลเรือนฯ โดรนที่ต้องขึ้นทะเบียนประกอบด้วยโดรนที่ติดกล้องและโดรนที่ไม่ติดกล้องแต่มีน้ำหนักมากกว่า 2 กิโลกรัม ผู้ที่ไม่ดำเนินการขึ้นทะเบียนโดรนอาจได้รับโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การกำกับดูแลการใช้โดรนของประเทศไทยมีทั้งส่วนที่สอดคล้องกับหลักสากลและส่วนที่ยังต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักสากล ส่วนที่สอดคล้องกับหลักสากลมีอยู่ 4 ข้อสำคัญ คือ ต้องบังคับโดรนให้บินในวิสัยการมองเห็น (Visual line of sight) เท่านั้น ห้ามบินกลางคืน ห้ามบินสูงกว่า 90 เมตรจากพื้นดิน และ ห้ามทำการบินละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ส่วนหลักการการกำกับดูแลที่ยังต้องปรับปรุงให้เป็นสากลมี 2 ข้อ ข้อแรกคือการที่ผู้ใช้โดรนจำเป็นต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแล 2 แห่ง ในขณะที่ในต่างประเทศนั้น มีหน่วยงานกำกับดูแลโดรนเพียงแห่งเดียว เช่น Federal Aviation Administration ที่กำกับดูแลการใช้โดรนเพียงแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกา และ ข้อสองคือการกำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้ให้อนุญาตการใช้โดรนเพื่อการพาณิชย์และเพื่องานทางวิชาการ ในขณะที่ในต่างประเทศการอนุญาตการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโดรนจะจบที่หน่วยงานกำกับดูแล โดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองแต่อย่างใด เพื่อมิให้การอนุญาตถูกการเมืองแทรกแซง

ติดตามเพิ่มเติมได้ใน https://tdri.or.th/2018/04/tdri-annual-public-conference-2018/ 

สมการคอร์รัปชัน: แก้โจทย์บวกลบคูณหารในสังคมไทย

สมการคอร์รัปชัน: แก้โจทย์บวกลบคูณหารในสังคมไทย

 สังคมไทยควรเข้าใจตัวแปรต่างๆในสมการ พยายาม (+) กลไกลความรับผิดชอบ ลบ (-) การผูกขาดและการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เหมาะสมออกจากสังคม และจะช่วยให้แก้ปัญหาคอร์รัปชันได้สำเร็จ ขึ้นอยู่กับตัวคูณ (x) ที่สำคัญ คือ ประชาชนต้องรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงผลกระทบจากคอร์รัปชั่นที่ทุกคนในประเทศต้องหาร (÷) เท่าและเสีย หาย เฉลี่ยกันทั้งประเทศ

หนังสือที่นำกรอบแนวคิดสมการคอร์รัปชั่นของ ศาสตราจารย์โรเบิร์ต คลิตการ์ด (Robert Klitgaard) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับคอร์รัปชันอันเป็นที่ยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง สมการคอร์รัปชันชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นจะเพิ่มขึ้นหากระบบเศรษฐกิจมีการผูกขาด และมีการใช้ดุลยพินิจสูง ในทางตรงกันข้าม ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจะลดลงหากสังคมมีกลไกความรับผิดชอบที่ดี

หนังสือเล่มนี้จะนำ 3 ตัวแปร (การผูกขาด การใช้ดุลยพินิจ และกลไกความรับผิดชอบ) มาใช้ทำความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทย พร้อมทั้งชวนหาวิธีแก้โจทย์โดยนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และสื่อมวลชน และชวนผู้อ่านคิดต่อในบทปิดท้ายว่าด้วย “การเมืองแบบเปิด” ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเปิดข้อมูลเพื่อความโปร่งใส อันเป็นรากฐานอันสำคัญของการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นที่ยั่งยืน