Alan Weisman เขียน | สรณรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์ แปล | Salt พิมพ์

ถ้าหนังสือ sapian คือหนังสือที่สรรเสริญความสามารถของมนุษย์เซเปียนในการครอบครองโลก เล่มนี้คงเปรียบดังคำสาปแช่งของโลกต่อมนุษย์

คนเขียนพยายามวาดภาพว่า เราได้ชโลมยาพิษใส่โลกใบนี้รวมทั้งตัวเราด้วยโดยที่ไม่ตั้งใจอยู่หรือเปล่า เรายังใช้และย่ำยี น้ำและดินไปพร้อมๆ กัน พร้อมไปกับการเหยียบย่ำชีวิตต่างสายพันธุ์ต่างๆ นับ 1000 ชนิดที่คงไม่ฟื้นคืนกลับมาง่ายๆ 

หนังสือเล่มนี้จึงตั้งคำถามว่าหาเอามนุษย์ออกไปจากโลกทันทีจะเป็นอย่างไรจะใช้เวลานานแค่ไหนที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับสู่สภาพสวนสวรรค์อีเดน การรื้อเมืองและระบบสาธารณูปโภคอันมโหฬารต่างๆ การสลายพลาสติกวัสดุสังเคราะห์เป็นพิษต่างๆ ขนาดมหาศาลให้กับไปสสารพื้นฐานที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยได้อย่างไร หรือว่าสสารบางอย่างมันผิดธรรมชาติจนทำลายไม่ได้เสียแล้ว

บทแรกเล่าถึงป่าดึกดำบรรพ์ที่อยู่ระหว่างใช้แดนโปแลนด์และเบลารุสที่ต้องเผชิญหน้ากับการบุกรุกของคนบดขยี้ผ่านประวัติศาสตร์

และหลังจากนั้นคนเขียนสวม พลังวิเศษที่พาให้เราจินตนาการไปพร้อมกับเขาว่าเพียงหนึ่งวันนับจากวันที่มนุษย์หายไปจาก โลก ธรรมชาติจะกลับเข้ามายึดครองและทำความสะอาดบ้านอย่างไร บ้านที่สร้างจากไม้คอนกรีตเหล็กจะถูกน้ำกัดเซาะและทำลายยังไง เหล่าฝูงสัตว์กระรอกและแรคคูณ กิ้งก่า จะเข้าไปในบ้านของคุณและสร้างรังในกำแพงและเริ่มบทขยี้โครงสร้างต่างๆ จนมันพังทลายลง

เมืองที่ไม่มีเราจะถูกน้ำถาถม เค้าชวนเราไปดูระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่มันเคยทำงานอยู่ต่อสู้กับแรงดันน้ำมหาศาลจากมหาสมุทร แต่เมื่อไม่มีมนุษย์อยู่ ปั๊มน้ำปิดระดับน้ำจะท่วมอุโมงค์รถไฟทั้งหมดภายใน 36 ชั่วโมง ทางน้ำใหม่ๆ จะก่อตัวขึ้น น้ำที่ขังในรถไฟใต้ดินจะทำให้เพดานอุโมงค์ถล่มลง ถนนหลายเส้นจะยุบตัวลงมันจะกลายเป็นแม่น้ำสายใหม่

วัชพืชจะบุกเมืองต้นไหมจะยึดครองในเวลาต่อมาความหลากหลายชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเมื่อตึกรามบ้านช่องอาคารต่างๆ สุดล้มลงฟาดกันเป็นซากปรักหักพังและ ป่าคอนกรีตจะเปิดทางให้ป่าจริงเข้าครอบครอง

ให้หลังเพียง 100 ปีฝนที่ตกลงมาจะกลายเป็นฝนที่ไม่เป็นฝนกรด ต้นไม้ที่อยู่ไม่ต้องทนกับสารปนเปื้อนมากเท่าที่ช่วงที่มนุษย์ครอบครองโลกสารเคมีต่างๆ ค่อยๆ ถูกชะล้างออกไปจากระบบ ในช่วงเวลาหลายทศวรรษต่อมา พื้นที่อุตสาหกรรมจะถูกทับถมให้ฝังลึกลงไปเปิดพื้นที่ให้กล้าไม้พื้นถิ่นรุ่นต่อไปได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้นอกจากพาให้เราจินตนาการไปถึงอนาคตแล้ว ยังพยายามอธิบายการใช้ชีวิตของมนุษย์ว่าส่งผลต่อธรรมชาติอย่างไร อย่างเรื่องพลาสติก เป็นของที่ย่อยสลายได้ยาก เมื่อมนุษย์จัดการไม่ดีพอ สุดท้ายก็จะไหลลงสู่ท่อน้ำทิ้ง สู่แม่น้ำ และตรงไปยังมหาสมุทร และสุดท้ายกลายเป็นอาหารขนาดพอดีคำสำหรับสัตว์ทะเลเล็กๆ นักวิทยาศาสตร์เก็บข้อมูลสัตว์ทะเลในมหาสมุทรรอบเกาะอังกฤษพบว่าสัตว์เกือบทุกชนิดมีพลาสติกเป็นผสม จนเปรียบเทียบน้ำหนักกับมนุษย์แล้ว ประมาณว่า มนุษย์กลิ่นพลาสติกไป 2 กิโลกรัม !!! และนี่ยังไม่นับสัตว์จำนวนมากที่เสียชีวิตจากพลาสติกที่ย่อยไม่ได้แล้วไปอุดตันลำไส้หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายของน้องๆ เหล่านั้น

การผลิตพลาสติกในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามีมากเกินกว่า 1 พันล้านตันและมีเหลืออีกหลาย 100 ชนิดที่เราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนรูปได้อย่างไร การย่อยสลายทางชีวภาพกับชิ้นพลาสติกตัวอย่างกับแบคทีเรียที่เพราะเอาไว้ ระยะเวลาหนึ่งปีพลาสติกย่อยสลายได้น้อยกว่า 1% เท่านั้น และหากอยู่ในมหาสมุทรการย่อยสลายยิ่งแย่กว่าหลายเท่า

ด้านการเกษตรก็เช่นกัน แม้ว่าเกษตรจะเป็นที่ๆกำเนิดเมือง ทำให้เราลุกขึ้นมาควบคุมชีวิตของเมล็ดพืชและฝูงสัตว์ หนังสือใช้คำว่า “เรากำหนดวิถีชีวิตมัน เกลี้ยกล่อมมัน ให้เติบโตได้ดังใจมากขึ้น ในปริมาณที่สูงขึ้นมาก” สิ่งเหล่านี้มันตามมาด้วยการทดลองใช้สารฆ่าหญ้า ฆ่าแมลงศัตรูพืช ใช้สารเคมีต่างๆ ทำให้ภาวะดินเปลี่ยนไปอย่างมาก ในสงครามเวียดนามสหรัฐสาดฝนเหลืองใส่เวียดนาม กว่า 12,000,000 แกลลอนทำให้ป่าไม่สามารถฟื้นตัวนานกว่าสี่ทศวรรษต่อมา  

แม้ว่าบทเรียนจากสงครามจะทำร้ายธรรมชาติทางตรง แต่ในอีกด้านหนึ่งพื้นที่สงครามที่ห้ามมนุษย์เข้าถึงอย่างเขตปลอดทหารก็เป็นบทเรียนว่าเมื่อมนุษย์ไม่เข้าถึงพื้นที่เหล่านั้น เหล่าธรรมชาติ อย่างสัตว์ป่าและพันธ์ุพืชต่างๆ ก็ทวงคืนพื้นที่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่สัตว์แทบสูญพันธุ์แปลกหลายอย่างก็ฟื้นคืนกลับมา 

ปัญหาสำหรับสัตว์ต่างๆในการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ เราไม่ได้ฆ่าพวกมันทางตรง แต่เรามีวิธีการที่หลากหลายในการฆ่ามัน เช่น การกำจัดแหล่งอาหารของมัน เราทำลายป่าในที่ต่างๆ เพื่อเพาะปลูกอาหารของเราเอง หรือเราสร้างเสาส่งสัญญาณวิทยุ แสงกระพริบสีแดงท่ามกลางหมอกและลมพัดทำให้นกพุ่งเข้าหามัน นักปักษีวิทยาประเมินว่ามีนกเกือบ 200 ล้านตัวชนเสาเช่นนี้ตายทุกปี และนี่นับเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ส่วนในเมือง นกบางประเภทแยกแยะระหว่างกระจกใสกับกระจกสะท้อนไม่ออก ทำให้นกอพยพที่เคยคุ้นเคยสภาพทุ่งโล่งหรือป่าไม้ ชนตึก ทำให้มีนกคอหักตายในแต่ละปีเกือบ 100 ล้านตัว

จนในหนังสือเขียนไว้ว่า “โดยนิยาม เราเป็นผู้บุกรุกต่างถิ่น ทุกแห่งทุกหน ยกเว้นแอฟริกา ทุกครั้งที่โฮโมซาเปียนส์ไปไหนก็ตามต้องมีชีวิตสูญพันธุ์”

ไปอ่านกันเถอะ เล่มนี้สนุกจริงและทำให้เปลี่ยนภาพการมองโลกของเราไปมากๆ

Share This

Share This

Share this post with your friends!